วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

M กับ I ในสภาวะสมดุล

การใช้ M ร่วมกับ I ในสภาวะสมดุล ตามหลักการแล้ว หากใช้ในสัดส่วน และอัตราที่เหมาะสม จะก่อให้
เกิด การขยายตัวของ E ได้ในระดับที่สมดุลกว่า หรือกล่าวได้ว่าเกิดความพอเพียงในภาคส่วนต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะการณ์จริง มีปัจจัยหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้นโยบาย ระบบ E ที่ถูก
ผูกกันเป็นเงื่อน หรือ network ภัยพิบัติ หรือกักดับทางสภาวะต่างๆ ที่ใช้ M หรือ I แล้วเกิดผลในเชิง
ลบ ดังนั้นผู้ใช้หลักการ และ/หรือนโยบาย นั้นๆ จึงพบกันความยากลำบาก และบางทีอาจไม่กล้าตัดสิน
ใจใช้นโยบายในกรณีที่ควร เนื่องจากสภาวะรอบนอกต่างๆดังที่กล่าวในขั้นต้น หนึ่งแนวทางการให้ภาค
P เข้ามามีส่วนร่วม หรือปลูกสร้างแนวคิด หลักการออม ไม่ขยายตัวหรือทำอะไรเกินตัว ส่งเสริมให้รู้จัก
คำว่า "แพ้ หรือ ยอม" ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงการบันทึกบัญชี และให้ความร่วมมือการประเมินค่า
หรือบันทึกข้อมูลการสถิติอื่นๆ ทางด้านระบบ E เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการคำนวณ และประเมินการใช้ นโยบาย M และ I ดังนั้น การใช้ M ในสัดส่วนปริมาณที่เหมาะสม จะสามารถกระตุ้นระบบได้ในการเกื้อหนุน ระบบ E ในอดีต เราใช้ M ในลักษณะการปิดทองหลังพระเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สามารถกระตุ้นระบบ E ได้ แบบค่อยเป็นไป และเกิดผลทางระบบ E แบบอ้อมๆ

แต่ในปัจจุบัน การใช้ M ในปริมาณที่มาก ในลักษณะการปิดทองหน้าพระ ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถกระตุ้นระบบ E ได้อย่างรวดเร็ว ในแง่ความรู้สึก แต่ M บางส่วนไม่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในระบบ E มากนัก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อาจเกิดกักดัก network knot other hand ทั้งที่ระบบ E ณ ปัจจุบัน อาจยังไม่พร้อม จึงต้องใช้มือคนอื่นช่วยเหลือ และนั้นคือกักดักสภาพคล่องในมุมมองของการเป็นผู้รับความช่วยเหลือ

P มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาระบบต่างๆ ไม่ใช่ผู้ใช้นโยบาย ดังนั้นหาก การส่งเสริม M ในปริมาณที่มาก มากจนเกินไป โดยปราศจากการปฎิบัติ ตอบรับ และยอมรับ ในเชิงบวกแล้ว ก็ถือได้ว่าการใช้ M ในสัดส่วนที่มาก อาจเป็นกักดักในเชิงนโยบาย ทำให้เกิดเพียงแค่ภาพกวงๆ หรือปมเงื่อนที่ไม่แน่น ในระบบ network  ผู้เขียนอย่างกล่าวว่า " growth slow but sure better than the large but majority" "เติบโตช้าแต่แน่จริง ดีกว่า ใหญ่แต่ตัวข้างในกวงๆ"

M กับ I คืออะไร คือ การใช้นโยบายM ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับนโยบาย I และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระบบ E ทั้งนี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า สัดส่วนที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไหร่ รูปแบบและความหลากหลายของนโยบาย เป็นอย่างไร อยู่ที่ผู้ให้นโยบาย จะพลิกแพรง จากทฤษฎีอื่นๆ เข้าประกอบกันเพราะฉะนั้น การบริหารนโยบาย M กับ I จึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีรูปแบบตายตัว อาจกล่าวได้ว่าผู้ใช้จำเป็นต้องรองผิดรองถูกในการใช้ และเก็บข้อมูลจากการรองผิดรองถูกเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นสถิติ และฐานข้อมูล ในการใช้นโยบายเชิงปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ดีการใช้นโยบาย M เป็นนโยบายที่ใช้เวลาค่อยข้างนาน กว่าจะส่งผลต่อระบบ E ดังนั้นการตัดงบประมาณมาใช้ในส่วนนี้ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน เพราะเปลี่ยนผู้ดำเนินนโยบายและยากต่อการประมาณการถึงผลกระทบต่อระบบ E อาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายระยะยาว ส่วน I เป็นนโยบายระยะสั้นที่มีผลต่อระบบ E มากกว่า ใช้กระตุ้นระบบ E ได้เร็วและประมาณการได้แน่นอนกว่า ทั้งนี้ประมาณในขั้นต้น ยังไม่รวมถึงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่มากระทบต่อระบบอีกด้วย

จะเป็นไปได้มั้ยถ้าE network ในปัจจุบันถึงสภาวะที่ใกล้จะล้มเหลว พิจารณาจากปัญหาและวิฤกตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดบ่อยขึ้น และถี่ขึ้น นโยบายการบริหารทั้งหมดอาจกลายเป็นกักดัก ที่พอดำเนินการแก้ไขไปแล้วแต่ดันเกิดปัญหาขึ้นอีก หรือเกิดจากความมักง่ายของผู้ใช้นโยบาย อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อยครั้ง และในแต่ละครั้งในสาเหตุไม่เหมือนกัน ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์แวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญยกตัวอย่างการบันทึกบัญชีผิด ถ้าผิดทางตัวเลขแน่นอนว่าสมการทั้งสองข้างต้องเท่ากัน แต่หากไม่ใช้อาจมีการตกแต่งบัญชี และหมักความเน่าเหม็นไว้จนกลายเป็นปัญหา ที่ยากจะแก้ไข แล้วเราจะทำอย่างไรหากการแก้ไขปัญหาทั้งหมดกลายเป็นกักดัก

นั้นหมายความว่า หากว่ากลไกทางทฤษฎีต่างๆที่นำมาปฏิบัตินั้นใช้ไม่ได้ผล กับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหรือไม่มีสาเหตุอาจมีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการหรือไม่มีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการ ระบบเงื่อนอุปทานที่ผูกไว้ในเครือข่าย ทั้งหมดอาจมีความสัมพันธ์กัน การที่หลายส่วนภาคพยายามรวมตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ อาจเป็นการทำเพื่อถ่วงดุลอำนาจอาจเป็นการแสดงวิสัยทัศน์เป็นนัยๆว่า อาจมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมกัน นั้นเป็นเหตุที่ในต่างละส่วนภาครับรู้ได้ถึงปัญหา ดังนั้นการแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่มก็เป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่การแก้ปัญหานั้นก็ยังคงอยู่ในระบบของเงื่อนอุปทานแบบเครือข่ายอยู่ และการใช้นโยบายทางการเงินแบบจู่โจม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้แก้ปัญหาเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ คำถามต่อมาคือหากทุกส่วนภาคใช้การแก้ปัญหาแบบเดียวกัน กล่าวคือมีความเก่งในทฤษฎีเหมือนกันหมด แล้วปริมาณทุนในระบบหายไปไหน ทำไมจึงเกิดสภาวะ loss in balance ในทุกส่วนภาค

กล่าวคือการลงทุนในนโยบาย M อาจไม่แสดงผลออกมาในรูปของ Money แต่กลายเป็นสาธาณูปโภคอื่นที่ P ใช้โดยทั่วไปโดยอาจมีสัญญาการทำรายได้กลับคืนในระยะยาว ซึ่งการใช้ระบบนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ ในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้เกิดปัญหา loss in balance และตัวผู้ใช้นโยบายก็ไม่สามารถหยุดการใช้นโยบายได้เอง เนื่องจากในตลาดมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การหยุดการสร้างนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราหยุดสร้างนโยบาย M เราอาจจะช้าหรือสู้เขาไม่ได้ อาจเกิดความเสียเปรียบบางอย่าง ในระบบเงื่อนอุปทานในเครือข่าย ดังนั้นเราจึงสามารถบอกได้ว่าการแข่งขันกันในตลาดอาจสูงขึ้นขั้นถึงจุดอิ่มตัว และเมื่อถึงตอนนั้นการแก้ปัญหาในระบบอาจซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การประคับประครองระบบอาจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าในตอนนี้ระบบ network ของเราในสถานะคับขัน แน่นอนการเปลี่ยนอะไรบางอย่างอาจเป็นเรื่องใหญ่เกินไป และซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นการประคับประครองจึงอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่า การหล่อเลี้ยงระบบด้วยฟองสบู่แบบมีนัยสำคัญ อาจเป็นทางออกที่ดูดีง่าย และการหยุดพักการทำฟองสบู่ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมและทำอย่างชาญฉลาด เหมือนการทำให้ติดลมบน ระบบสามารถขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหล เหล่านี้อาจเป็นเรื่องง่ายหากเราเป็นผู้จัดการและบริหารอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในทางที่เป็นได้ เราไม่สามารถเป็นผู้จัดการและบริหารได้อย่างตลอดมีการเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการแก้ไขนี้จึงยังใช้ไม่ได้ มันเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น

นโยบาย I ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามวงจรของระบบการกำหนดค่าตัวแปรต่างๆตามหลักทฤษฎี การเพิ่มหรือลดปัจจัยในนโยบาย I นั้นเป็นดัชนีกล่าวคือการเพิ่มหรือลดสำหรับการใส่ปัจจัยอื่นๆในแต่ละครั้งที่ใส่ดัชนีจะบอกหรือชี้วัดว่า มีประโยชน์เพิ่ม หรือมีผลเสียเพิ่ม ในสัดส่วนเท่าไหร่โดยชี้วัดจากฐานข้อมูลในอดีตที่เคยปฎิบัติมา เป็นนโยบายที่ไม่ค่อยหวือหวานัก แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบ ดังนั้นการบริหารนโยบาย I จึงเป็นเรื่องที่เปราะบาง แต่ในบ้างครั้งหากเกิดปัญหาขั้นรุนแรง การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายก็ยากจะช่วยเหลือ เช่นกัน

การบริหารนโยบาย I กับ M จึงเป็นเรื่องยาก แล้วอย่างไร I กับ M จึงอยู่สภาวะที่สมดุล (balance and smooth) หากเราเป็นผู้บริหารอยู่แต่ฝ่ายเดียว และมีการกำหนดนโยบายแบบมีเป้าหมายระยะสั้นระยะยาวภายใต้กรอบและข้อจำกัด ที่คงที่ นั้นคือใน many cycle สามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ และมีการตรวจดูค่าความต่างจากกรอบเป้าหมายและมาปรับใช้ในการดำเนินการในครั้งต่อไป การทำแบบนี้เป็นเรื่องที่ละเอียด และต้องลงลึกในรายละเอียดของงานมาก ซึ่งในทางปฎิบัติจริงการบริหารระบบเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่มาก ดังนั้นผู้บริหารจึงควรต้องใช้ทีมงานที่เหมาะสมพิจารณาสถานการณ์ในทุกๆเวลา เพื่อความแม่นยำและสามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน จึงจะสามารถกำหนดกรอบ I กับ M ให้อยู่ในสภาวะสมดุล (balance and smooth)

ยกตัวอย่างเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการเฟ้อของเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่เงินเข้าไปในระบบโดยการลงทุนสร้างระบบขนส่งมวลชนเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างประโยชน์โดยอ้อม ในระหว่างที่การดำเนินการยังไม่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ จนถึงช่วงที่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงที่ว่างต่อระบบ ระบบต้องแบกภาระในขณะที่ระบบกำลังดำเนินอยู่ และเมื่อการดำเนินการเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว เศรษฐกิจจึงเริ่มมีความคล่องตัว จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นระบบ ช่วงเวลานี้ต้องรอให้ความสมดุลของคลังเริ่มกลับคืนมา 80% จึงค่อยทำการกระตุ้นระบบโดยการลงทุนต่อในการสร้างโรงผลิตน้ำมัน จะสังเกตได้ว่าการบริหารงานที่ดีต้องมีความผ่อนสั้นผ่อนยาว และมีความต่อเนื่องของงานและระบบ

หากนโยบาย I กับ M อยู่ในสภาวะสมดุล จะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่มีใครทราบเพราะ ณ ปัจจุบันการดำเนินการระบบคลังของแต่ละส่วนภาคคลังอยู่ในสภาวะสมดุลน้อย และ/หรือไม่สมดุล ผู้เขียนอยากยกตัวอย่างการเดินโดยทั่วไป หากเราเดินธรรมดาไม่มีสำภาระใดๆแน่นอนเราเดินได้เร็วและมีความคล่องตัว แต่หากเรามีความจำเป็นต้องถือสำภาระล่ะ แน่นอนเราเดินช้าลงและเราไม่คล่องตัว นั้นไงครับเหมือนคลังระบบ หากคลังแบกภาระหนักเกินไปคลังจะไม่คล่องตัวและถ้าแบกภาระหนักมากๆ นอกจากจะไม่คล่องตัวแล้วยังอาจเกิดความผิดพลาดเช่นอาจเกิดอุบัติเหตุ และคงไม่พ่นเรื่อง สภาพคล่อง

จุดพักและลดภาระเพื่อเดินทางต่อ จะเป็นไปได้ถ้านักเดินทางสามารถหาจุดพักเพื่อลดสัมภาระหรือวางทิ้งไว้และกลับมารับสัมภาระไป เพื่อเดินทางต่อ เมื่อเขียนถึงตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่คงคิดถึงการเติมสภาพคล่องในระบบ "การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง" นั้นเป็นการเพิ่มสัมภาระเมื่อเรากลับมารับภาระต่อ แน่นอนมันคือทางที่ผิด ยกเว้นผู้บริหารต้องการทิ้งสัมภาระนั้นไว้โดยไม่กลับมาดูแลอีก จุดรับและลดภาระในที่นี้จึงอาจไม่ใช้การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบแต่อย่างใด กลับกันการลดการก่อหนี้แต่หันกลับมาสร้างความมั่งคั่งในระบบโดยการยืนด้วยตนเองจึงเป็นอีกทางออกหนึ่ง คือส่วนภาคมีการติดต่อกับส่วนภาคอื่นมีการสร้างระบบและลงทุนจากการกู้ยืม แต่ยังไม่ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิม และเกษตรกรรมเดิม ดังนั้นการหยุดสร้างหนี้และหันมาใช้อุตสาหกรรมเดิม หรือเกษตรกรรมเดิมเป็นฐานในการสร้างความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ให้อุตสาหกรรมที่เกิดจากการสร้างหนึ้จากส่วนภาคอื่นดำเนินการต่อไปและค่อยๆลดภาระหรือสัมภาระลง นี้เป็นทางออกหนึ่งสำหรับจุดลดสัมภาระ

กุลยุทธ์ดังกล่าวเปรียบได้กับการเดินทางไกลที่ต้องแบกสัมภาระหลายอย่าง คือมีเครื่องสนาม เสื้อผ้า และอาหาร ทั้งสามอย่างมีความสำคัญต่อการเดินทาง เครื่องสนามหมายถึงสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินเดินทางที่เราไม่สามารถลดภาระลงได้คือภาระที่มีต่อส่วนภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสาร การเดินทางระหว่างส่วนภาค ร่วมถึงนโยบายระหว่างส่วนภาคอื่นๆ เสื้อผ้าคือสิ่งที่อยู่ติดตัวเรา เปรียบเหมือนประชากร และ/หรือลูกน้องที่เราต้องดูแล อาหารเปรียบเหมือนภาระที่เราสามารถสร้างและลดลง สามารถหาใหม่ได้ นั้นคือความสามารถในเชิงเศรษฐกิจ กลยุทธ์ต่างๆร่วมถึงการก่อหนี้ จะเห็นได้ว่ามีภาระที่เราสามารถลดลงได้ และไม่สามารถลดลงได้ภาระเชิงเศรษฐกิจเราสามารถลดลงได้ตามกลยุทธ์ จุดพักและลดภาระ

กลยุทธ์จุดพักและลดภาระ คือการสร้างกิจกรรมกิจการเพื่อทดแทน ภาระบางอย่างที่หนักหน่วงให้ผ่อนคลายลดลง โดยภาระอันหนักหน่วงนั้นเราเปรียบเสมือนการกู้ยืมเพื่อสร้างกิจกรรมกิจการแบบเร่งด่วน เพื่อกระตุ่นระบบ เพื่อความคล่องตัว เป็นแผนเศรษฐกิจเชิงรุก อาจมีระยะเวลาเป็น 10ปี ตามหลักเราเรียกว่าแผนระยะยาว และเมื่อแผนระยะยาวยังหนักหน่วงอยู่นั้น ผู้บริหารควรตั้งแผนระยะกลาง และสั้น สำหรับรองรับความหนักหน่วงของแผนระยะยาว เช่นการส่งเสริมสินค้าเกษตรตามศักยภาพ เป็นแผนระยะกลาง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแผนระยะสั้น โดยไม่ควรก่อหนี้อีก  จนกระทั่งภาระอันหนักหน่วงอยู่ในจุดดุยภาพแล้วจึงทำการกระตุ่นระบบต่อตามศักยภาพของแต่ละส่วนภาค

เหมือนการแบกสัมภาระหลากหลายอย่าง และอาหารเป็นสิ่งที่สามารถหาแทนหาเพิ่มได้ในยามที่ขาดแน่นอนเมื่ออาหารหรือเสบียงหมดผู้เดินทางก็มักมีความคล่องตัวขึ้นในการเดินทาง และเมื่อมีความคล่องตัวขึ้นจึงสามารถคัดสรรหาอาหารชนิดอื่นมาทดแทนเสบียงเดิมที่หมดไป หากแต่เสบียงยังไม่หมดนักเดินทางทำการคัดสรรหาอาหารเพิ่มก็จะดูกะไรอยู่ อาหารอาจบูดเสียไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่กลยุทธ์จุดพักและลดภาระจากนักเดินทางจึงมีส่วนช่วยให้ M กับมาอยู่ในภาวะสมดุลกับ I การดำเนินงานจึงมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น