วงกลมเดิมมีความหมาย ผิด ถ้าเป็นตัวไอมีความหมายว่าได้แต้มหรือถูก ดังนั้นวงกลมจึงผิดตามหลักการนั้น และถ้าเป็นวงกลมทีาแปลว่ามาจากคำว่าวัฎจักรล่ะ มันดูมีความหมายเพิ่มขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น กว่าเดิม นอกจากนี้วงกลมยังมีความมากมายทางความรู้สึก การยืนล้อมกันเป็นวงกลมยังแสดงความหมายถึงความสามัคคีปองดอง
และโลกของเราเดิมทีก็มีลักษณะทรงกลม อะไรที่เป็นวงกลมจะมีลักษณะสมดุล และวงกลมที่เป็นวัฐจักรก็จะมีขึ้นมีลง การขึ้นลงที่สมดุลจะก่อให้เกิดวัฐจักรใหม่ที่สมบูรณ์ วิวัฒนาการ การเปลี่ยนแปลง นำพาการเกิดของสิ่งประดิษฐ์ อนาคตโลกเราอาจมียานอวกาศที่วิ่งด้วยความเร็วแสง และจอดบนพื้นผิวได้ แต่ยานอวกาศทรงกลมอาจไม่ใช้เรื่องที่น่าสนใจ เพราะไม่สามารถทานสภาวะอื่นได้ดีเมื่อเทียบกับวัสดุที่มี การสร้างฐานอวกาศจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า
วงกลมจึงถือเป็นจุดเริ่ม และจุดสิ้นสุดที่นำไปสู่การเริ่มต้นในมิติที่แปลกใหม่ หากจัดให้มีรูปธรรมวงกลมในลักษณะนี้จะคล้ายกับวงกลมที่เราเขียน ขณะวอมมือเพื่อฝึกเขียน short hand คือเป็นวงกลมที่ติดกันไปเรื่อยๆโดยไม่มีการยกปากกา แน่นอนสิ่งแปลกใหม่มักเกิดขึ้นจากวงกลมวัฐจักร คือวัฐจักรนี้ ทำให้เกิดวัฐจักรใหม่ ที่กำลังจะกล่าวถึงก็คือวิวัฒนาการ มนุษย์กว่าจะเป็น homo sapeans sapeans ก็ต้องใช้เวลา ตั้งแต่ อ็อกซิเจน สำผัสกับไฮโดเจน2อ็อกซิเจน และมีสสารชีวภาคจุลลินซี จึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต หลังจากนั้นเกิดวงกลมวัฐจักรมากมายจึงกลายเป็นลำดับวิวัฒนาการสูดสุด homo sapeans sapeans ที่ไม่ใช้กอริล่า หรือชิงแฟนซี แต่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกัน หากนำวงกลมวัฐจักรมาเรียงร้อยกับคงไม่ต่างกับอวกาศ ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และมีวัฐจักรอื่นรายล้อม หมุนเวียนและหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน
พูดถึงอวกาศผมยังไม่เคยไปดวงจันทร์ ที่นู่นคงมืดมากเพราะมีแสงอาทิตย์เป็นดวงบริวารที่คอยตามแก่นโลกตลอด ได้รับเพียงแต่แสงจากดวงดาวเท่านั้น แน่นอนสองหรือสามสิ่งนี้เกื้อกูลกัน โลกรับความร้อนจึงเกิดสิ่งมีชีวิต ขณะที่ดวงจันทร์หมุนตามโลกจึงปลอดภัยจากวงกลมหรือวงโคจรที่ไม่แน่นอน และโลกก็มีสิ่งสวยๆงามให้สิ่งมีชีวิตเชยชม ถึงจะเป็นแสงสว่างยามค่ำคืนเพียงเล็กน้อย สองหรือสามสิ่งที่เกื้อกูลกันนี้ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต และด้วยระยะทางที่เหมาะสมระหว่างกันและ หากเปรียบเปยเป็นระดับชั้นสังคม มนุษย์เราทุกคนมี อีท อีโก้ ซูเปอร์อีโก้ ทุกคนอยากเป็นผู้นำ แต่การผู้นำที่ดีขาดผู้ตามไม่ได้ ความสามารถจึงเป็นเครื่องตัดสินที่ค่อยตัด อีท ตัด ซูเปอร์อีโก้ กลายเป็นอีโก้ในแต่ล่ะบุคคล ตรงนี้หากเป็นผู้ตามที่ดีการพัฒนาเป็นผู้นำ แน่นอนวงกลมในวัฐจักรของสังคมจะเติบโตสองวัฐจักรทำงานร่วมกัน และจะสักเซตส่วนนึ่งที่เติบโตขึ้นไป ยิ่งปริมาณสักเซตมีมากเท่าไหร่ฐานสังคมนั้นก็จะเติบโต หากกำหนดปัจจัย พ่อค้า นักธุรกิจ แม่บ้าน และนักพนัน ในแต่ล่ะบทบาทมี วงกลมวัฐจักรผู้นำและผู้ตาม และแต่ล่ะวงกลมวัฐจักรหล่อเลี้ยงกันและกัน โดยมีพ่อค้าเป็นศูนย์กลาง ก็คงไม่ต่างกับอวกาศและหากมีระยะหรือสักเซตที่เหมาะสม วงกลมวัฐจักรนี้ก็สามารถหล่อเลี้ยงกันและไม่เป็นมลพิษหรือขยะอวกาศ
พูดถึงวัฐจักรที่ไม่หล่อเลี้ยงกัน ล่ะแต่เป็นวงกลมที่ถูก circle is ture ตามหลักการเป็นวงกลมวัฐจักรเพื่อการเจริญเติบโตด้านการแข่งขัน ระบบeconomic โดยใช้นโยบายการคลัง กำหนดเส้นฐานค่าครองชีพ โดยสร้างบรรทัดฐานให้กับคู่แข่งคู่ค้า สนับสนุมการค้าระบบeconomic ให้สูงขึ้น เพื่อคาดหวังอัตาการgroth แบบเร่งด่วน เป็นแบบนั้น วัฐจักรที่เกิด circlr is true ทำให้แรงงาน พนักงาน หรือห้างร้าน บริษัท ต้องทำงานในเลามากขึ้นกว่า8ชั่วโมงปรกติ จึงจะได้รับค่าจ้างตามที่ระบบ e กำหนด ขนาดเดียวคนทำงานนอกระบบมีความต้องเพิ่มฐานค่าครองชีพตามไปด้วย นโบายการคลังจึงต้องเป็นแบบ aggressive จึงขาดดุลภาษีดีดตัวสูงขึ้น แน่นอน ค่าครองชีพกลีบไม่สูงขึ้น แต่ทุกคนกลับต้องดำเนินชีวิตลำบากขึ้นกับเวลาที่ต้องใช้ ขณะที่ระบบ e อื่นมองระบบของเรา เน่าใน วัฐจักรcircle is true ชนิดนี้ เป็นแบบปิตมิตและที่ปลายยอดอาจเรียกว่า กัดักสภาวะค่าครองชีพ จากนโยบายขาดดุล
circle is fasle
วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555
anhydrous tomato
ผลมะเขือเทศ โดยปกติมีน้ำนุ่มนวล และแลดูฉ่ำตา นั้นคือสิ่งปกติตามธรรมชาติ ตามหากปล่อยทิ้งไว้นานเข้า ผลมะเขือเทศก็จะถูกหนอนแมลงแทะไป นั้นคือสิ่งปกติตามธรรมชาติ มีความอุดมสมบูรณ์ และภายในความอุดมสมบูรณ์ก็มี สิ่งผิดปกติ เช่น จุรินทรีย์ และแบตทีเรีย เมื่อผลมะเขือเทศถูกกัดกิน มันก็จะไม่มีวันกลับคือสู่สภาพเดิม เป็นไปตามธรรมชาติ
ผู้เขียนกำลังจะบอกอะไร ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า เหมือนและ/หรือคล้าย กับระบบ E หลายๆ ส่วนภาคถูกกัดกินจากดำเนินงาน หลายๆส่วนภาค โดยส่วนใหญ่ ดำเนินระบบ E แล้ว เกิดสภาวะขาดดุล โดยธรรมชาติ และใช้ network knot other hand จาก ส่วนภาคอื่นเข้าช่วยเหลือ และส่งผลให้ P บางส่วน เกิดสภาวะเกินดุลในชนกลุ่มน้อย แต่คนกลุ่มมาก ยังคงต้องตกอยู่ในกงกรรมกงเกวียน จากความยากจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความ ในกลุ่ม P ที่ยังไม่เข้าใจระบบ E จึงไม่สามารถปฎิบัติการได้ถูก ไม่สามารถเกื้อหนุน และไม่สามารถรองรับ นโยบายระบบ E ได้ และนั้นคือความยากจน การออกนโยบาย E ในครั้งหนึ่ง อาจส่งผลให้เกิดการกระตุ้นระบบ ให้ P บางกลุ่มเติบโต และเป็นหน้าตาของส่วนภาคนั้นไปโดยปริยาย (P เพียงไม่ถึง 3% โดยประมาณ) (อีกส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบในเชิงบวก ทั้งที่ยังไม่มีความเข้าใจ ที่จะปฎิบัติการตอบสนอง นโยบายระบบ E แต่ได้รับผลโดยบังเอิญจากระบบ 30%โดยประมาณ)
P โดยส่วนใหญ่ยังดำเนินชีวิต แบบตามดีตามเกิด ได้รับผลกระทบด้านบวกบ้าง ลบบ้าง ตามยศฐากรรม ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การพัฒนา P ระดับล่างนั้นเป็นเรื่องที่ยาก บางครั้งขาดความเข้าใจ บางครั้งไม่ได้ให้ความสนใจ บางครั้งเกิดความมักง่ายเนื่องจากถูกกดดันจากระบบ E และผู้ใช้ระบบ E ขาดความให้ความสำคัญกับ P ระดับล่าง เพียงแต่มองภาพรวมใหญ่เป็นผลงานเท่านั้น
แล้วสิ่งเหล่านี้ จะเหมือนผลมะเขือเทศหรือ ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกระบบธรรมชาติ และ/หรือระบบ E network และก็ใช้ network knot other hand ในการแก้ปัญาหา หากใช้ไม่ได้ ก็ปล่อยจนกระทั้งเน่าเสียเฉดเช่นนั้นหรือ
Hydrogen ปัจจุบันมีการปรับแต่งเครื่องปรุงอาหารมาใช้คู่กับ Hydrogen จนกลายเป็นเครื่องปรุงและสามารถถนอมอาหารที่ดีได้ เป็นเครื่องคิดแปลงใหม่ ที่ใช้กับแพร่หลายแล้วใน ดินแดนที่เจริญกว่านี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า The developed world และหากเป็นไปได้การใช้ Hydrogen ที่ปรับแต่งด้วยเครื่องปรุงอาหาร บางครั้งก็อาจจะสามารถรักษาความสด และป้องกันจาก จุรินทรีญ์ และ/หรือแบตทีเรีย ได้ และอาจจะสามารถช่วยชะลอความสดใหม่ได้ เฉกเช่นเดียวกัน หากระบบ E ที่เป็นระบบ network knot other hand ในการแก้ปัญหาในระบบ แน่นอนว่าระบบอาจเสีย และ/หรือ เน่า เน่าแบบค่อยๆทวีความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ระบบ Hydrogen ก็อาจจะสามารถช่วยชะลอความเสื่อมสะหลายของระบบได้จริงหรือ หรืออาจจะจริง ยังไม่มีใครสามารถต้องคำถามเหล่านี้ได้เช่นกัน และอาจจะตลอดไปครับ
FIFO หรือ การจัดลำดับเข้าก่อนออกก่อน เข้าทีหลังออกทีหลัง กับ Hydrogen อาจมีความสัมพันธ์กันแบบไม่น่าเชื่อ คำและ/หรือประโยชน์ทั้งสองนี้ อาจช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ และบางที ผู้เขียนอาจเรียก คำและ/หรือประโยชน์ ทั้งสองนี้ว่า FIFO Hydrogen System โดยการทำให้เย็นแบบมีระบบก่อนหลัง ในการขจัดปัญหา ระบบ E network หรือการแก้ปัญหาแบบ network knot other hand ที่พึ่งพิงผู้อื่นมากจนเกินไป และพึ่งพิงกันทั้งระบบ E network จนทำให้ดูเหมือน ตัวโดมิโน ล้มพิงกันแบบไม่มีระบบระเบียง (Domino Unstable) และหากมีปัญหา หรือปัจจัยใดมากระทบ โดมิโนเหล่านั้นคงจะล้มละเนละนาด และบางที ระบบ E network ก็อาจจะล้มละเนละนาด หรือ อาจเป็นผลมะเขือเทศที่ถูกกัดกิน (anhydrous tomato) หรือว่าตอนนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว การดำเนินงานที่มียอดสมดุลติดลบ การพยายามขอความช่วยเหลือจากส่วนภาคอื่นเพื่อจุนเจือ เพื่อสร้างภาพว่ายังดูดีอยู่ ทั้งที่ฐานภายในยังไม่แข็งแรงกันเป็นส่วนใหญ่ แทบทุกส่วนภาค จุดที่สำคัญที่สุดและ/หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนคือ การพยายามช่วยเหลือจุนเจือกัน เมื่อส่วนภาคนั้นมีปัญหา (เป็นประโยชน์ที่ดูดี) แต่หากการช่วยเหลือนั้นมาจาก เราต้องช่วยเขา หากไม่ช่วยเราจะแย่ ซึ่งไม่ใช่การช่วยเหลือ โดยความมีน้ำใจในเนื้อแท้ สัญญาณเตือนเหล่านี้หากมองในแง่ดี ถือว่า E network เป็นระบบที่มีความสมัครสมานสมัคคีกันดี แต่หากไม่ใช่ล่ะครับ
ในมุมมองของผู้เขียนแล้ว สัญญาณเตือนการที่ ระบบ E network ทุกส่วนภาคพยายามเข้าช่วยเหลือกัน นั้นอาจจะหมายถึง ความรู้สึกว่า ต้องช่วยแล้ว ถ้าไม่ช่วย ระบบ E network จะแย่กันไปหมดรึเปล่า ปรากฎการณ์เหล่านี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า Domino Unstable หรือ ภาวะพึงพิง แบบเครือข่าย และส่วนภาคที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ส่วนภาคที่ ผลิต - ใช้เองอย่างครบถ้วน - เหลือส่งต่อส่วนภาคอื่น - ไม่รับสิ่งไม่จำเป็นตามศักยภาพของส่วนภาคมากเกินไป - กลับมาผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้ทดแทนเอง วงจรนี้ฟังดูแล้วยาก และเชย ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการด้วย เมื่อนำมาใช้ปฎิบัติจริงในส่วนภาค ชื่อมันคือ Old Cycle to Use
ดังนั้น anhydrous tomato จึงอาจหมายถึงการเริ่มเสื่อม หรือการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ถึงแม้เราจะเก็บรักษาผลมะเขือเทศได้ดีเพียงใดแต่ผลมะเขือเทศที่บริโภคไม่หมดภายในที่ที่มีการเก็บรักษาดีเพียงใดมันก็ต้องมีการเสื่อมสะลายไป ภายในสถานที่ที่เราเก็บรักษาเป็นอย่างดี และบางทีพ่อค้าอาจต้องเก็บผลมะเขือเทศออกจากชั้นวางและเปลี่ยนผลมะเขือเทศชั้นดีใบใหม่แทนที่ อาจเห็นได้ว่าเหมือนเราเปรียบระบบ เป็นผลมะเขือเทศแล้วการพยายามบูรณะใหม่จะเป็นสิ่งที่เราทำไม่ได้ และพ่อค้าก็ต้องเริ่มหามะเขือเทศใบใหม่มาทดแทน
การถนอมอาหารรูปแบบใหม่ โดยการ FIFO Hydrogen คือการทำให้เย็นหรือแปลรูปผลิตภัณฑ์โดยการถนอมอาหารรูปแบบใหม่ อาจเป็นการแปลสภาพจากของสด เป็นของสดที่อยู่ความเย็นและสามารถทำให้อยู่ในสภาพเดิม และนำมาจัดวางในชั้นวางใหม่ในปริมาณที่พอเหมาะตามความต้องการ หากเราทำได้ขนาดนี้ คิดว่าน่าสนใจหรือไม่การแปลสภาพของสดโดย Hydrogen และการทำให้กลับอยู่ในสภาพเดิม และนำมาทำการ FIFO จัดเรียงใหม่ในชั้นวาง และแน่นอนว่าผลมะเขือเทศก็ยังก็สดและเก็บไว้ใช้ในกรณีที่มะเขือเทศขาดแคลน และด้วยคำปริบทเหล่านี้ อาจเปลี่ยนคำจำกัดความของ "anhytrous tomato เป็น fresh tomato"
fresh tomato มะเขือเทศที่สดและสามารถรักษาความสดใหม่ได้ แน่นอนว่าลูกค้าและผู้ใช้บริการตอบชอบแน่ แต่ว่าจะทำได้จริงหรอ การทำให้เย็นโดย Hydrogen เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตามกรณีที่จะทำให้ผลมะเขือเทศกับมาสู่อุณหภมิห้องนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจากอาจทำให้ผลมะเขือเทศช้ำได้ ดังนั้นจึงต้องค่อยปรับอุณหภูมิบริสภาพแวดล้อมเพื่อลดความช้ำเป็นเรื่องที่ระเอียดอ่อน เรียกว่า การปรับจูนอุณหภมิเพื่อที่จะให้สภาวะร่างกายอยู่ระดับปรตินั้นเอง และหากการปรับจูนนี้ได้ผล แน่นอนถ้าเป็นระบบแบบเงื่อนเครือข่ายล่ะจะทำได้เหมือนกันหรือไม่
การแปลภาพจำลองจากสิ่งต่างๆที่กำหนดมาเป็นภาพความจริงใช้และทดลองกับของจริงเป็นเรื่องยากและบางครั้งอาจพบปัญหาต่างๆมากมาย ผู้เขียนอยากให้มีเมืองจำลองซะสองถึงสามเมืองจริงๆ เพื่อที่จะได้เปิดการลองรับการปรับระบบใหม่ทางเศรษฐกิจ เพราะในปัจจุบันเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้วและการใช้ภาพจำลองก็เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลานาน ในการทดลองเก็บรวบรวมข้อมูล แก้ไขปัญหา ทดลองระบบและกลไกต่างๆ กินเวลานานประมาณ ห้าถึงสิบปีเข้าไปแล้วการทดลองอาจล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะในปัจจุบันเราไม่มีเวลารออีกแล้วกลไกต่างเดิมไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หากเราไม่เริ่มทำอะไรบ้างอย่าง ปัญหาต่างๆจากระบบเงื่อนอุปทานก็จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนยากจะแก้ไข และการทดลองเราไม่มีอะไรจะต้องเสียเพียงแค่เสียต้นทุนการกาลเวลาเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดระบบเงื่อนอุปทานในรูปแบบใหม่ขึ้น
การทำให้เย็น (Hydrogen) หมายถึง ปัญหาอะไรที่กำลังร้อนที่สุดในตอนนี้ ภาระหนี้ต่างๆ เป็นต้น ทำให้มันเย็นลงเช่น การทำการเซตระบบการเงินใหม่โดยจัดตั้งสหภาพการควบคุมการสร้างหนี้ หรือมีการกำหนดมาตรการสร้างหนี้ใหม่ เช่นหากจะก่อหนี้ได้ส่วนภาคนั้นจะต้องมีปัจจัยประกอบ ดังนี้ หนึ่งต้องมีผลผลิตมวลรวมของประเทศขั้นต่ำ สองต้องมีเงินในบัญชีเกินดุลเฉลี่ยภายใน5ปี มากกว่า 50% จากปีฐาน สามต้องต้องมีศักยภาพการผลิตไม่น้อยกว่า 50% ของ รายได้ประชาชาติ และการจัดลำดับเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) คือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำหลังการก่อหนี้ อาทิเช่น ต้องมีการกำหนดเป้าหมายเมื่อก่อหนี้ ต้องมีการกำหนดระยะเวลาการใช้หนี้ ต้องมีการวางเป้าหมายการสร้างรายได้จากการก่อหนี้ ต้องมีการตรวจผลการดำเนินการหลังการก่อหนี้ในระยะเวลา สั้น กลาง และยาว คือ 1ปี 3ปี 5ปี และสุดท้ายต้องมีการประเมินผลกระทบต่อปัจจัยต่างๆหลังจากการดำเนินการทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่า ควรมีการกำหนดกรอบและกติกาในการสร้างหนี้ การจัดระเบียบการสร้างหนี้เป็นสิ่งสำคัญ การเกื้อหนุนกันเป็นสิ่งดี แต่การเกื้อหนุนเพียงเพื่อให้เกิดความอยู่รอดนั้นไม่เพียงพอสำหรับระบบเงื่อนอุปทานอีกต่อไป ดังนั้นหากว่าส่วนภาคไหนประสบปัญหาและไม่สามารถก่อหนี้ได้นั้นไม่ได้หมายความว่าส่วนภาคนั้นเป็นผู้แพ้ แต่มันถึงเวลาที่ส่วนภาคนั้นจะต้องลดบทบาทลดและหันการพึ่งพิงศักยภาพการผลิตในส่วนภาคของตัวเองมากเอง และก้าวขึ้นมาหรือกลับขึ้นมาเป็นส่วนภาคชั้นแนวหน้าด้วยลำแข็งของตัวเอง แน่ว่าส่วนภาคไหนตกต่ำ ก็ควรลดบทบาทลง ส่วนภาคไหนสูงขึ้นก็ควรจะเพิ่มบทบาทมากขึ้น จึงจะเป็นไปตามกลไกการดำเนินงาน และถึงเวลาแล้วที่ส่วนภาคไหนมีศักยภาพในส่วนภาคดีกว่าย่อมต้องขึ้นเป็นผู้นำ มิใช่ค่อยอาศัยพึ่งพิงแต่การค้าระหว่างประเทศโดยอาศัยระบบเงื่อนอุปทาน
tomato paste นอกจากนี้ tomato หรือมะเขือเทศยังสามารถนำมาทำอะไรอีกได้ตั้งหลากหลายอย่าง อาทิเช่น paste เป็นการประกอบอาหารชนิดหนึ่งโดยการทำให้เป็นของเหลวค่นๆ มีความหยุ่นๆในตัว นั้นคือซอสไงครับ ซอสที่ทำจากมะเขือเทศเช่นซอสมะเขือเทศโดยทั่วไปที่เราทานกับขนมปัง มันฝรั่งทอด หรือแฮม และซอสมะเขือเทศก็ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้เด่นชัดขึ้น รสเปี้ยวนิดๆช่วยให้เราเจริญอาหาร แน่นอนมันช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเพราะมีวิตามินซี และยังมีสารอนูมูลอิสระอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่ายกายด้วย แต่คำว่า "paste" นั้นมักใช้กับการประกอบอาหารเป็นหลักไม่ใช้ ซอส ที่เป็นเครื่องเคียง tomato paste จึงไม่ใช่แค่ซอส แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาหารในจาน จานนั้น
tomato paste ทำอะไรได้บ้าง สปาเก็ตตี้เนื้อบดในซอสมะเขือเทศและมกโคลี่ ฟังจากเมนูนี้แล้วมีส่วนประกอบหลายอย่างที่ทำให้เกิด paste ทั้งเนื้อบด มกโคลี่ที่ฝน หรือน้ำมะเขือเทศเข้มข้น นั้นหมายความว่า tomato paste จานนี้มะเขือเทศไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนประกอบหลักคือเนื้อบด มกโคลี่ที่ฝนเป็นเม็ดเล็กๆทำสร้าง paste แข็งแกร่งขึ้น และน้ำมะเขือเทศเข้มข้นที่ช่วยเสริมรสชาติให้เด่นชัดขึ้น ดังนั้นกว่าจะเป็น tomato paste จานนี้ ไม่ใช้แค่หนึ่งส่วนประกอบแต่ยังประกอบด้วยสามส่วนหลัก และส่วนของเครื่องชูรสอื่นๆ ดังนั้นบางครั้ง tomato paste เองไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนประกอบหลักเสมอไป แต่ใช้ส่วนประกอบอื่นที่เหมาะสมมากกว่าเพื่อให้เกิดรสชาติที่ดีที่สุด ดังนั้นในเมนูนี้ tomato paste จึงเป็นเพียงส่วนที่ช่วยเสริมรสชาติให้เด่นขึ้น แทนที่จะเป็นส่วนประกอบหลัก แต่สุดท้ายแล้ว สปาเก็ตตี้ กับ tomato paste ก็ออกมาเป็นอาหารจานที่อร่อยได้ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับ
เมนูต่อไปปูผัดผงกระหรี่ chili crabs ปูสดๆ ผงกระหรี่ ไข่ และส่วนประกอบซูรสอื่น เอ๊ไม่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบเลย แล้ว tomato เกี่ยวอะไร ปูสดๆ ผงกระหรี่ที่แห้งกำลังพอเหมาะ ไข่ไก่สด รวมกันเป็นเมนูปูผัดผงกระหรี่ และเมนูนี้ถือเป็นเมนูประเภท paste ชนิดหนึ่ง ผมเรียกว่า chili paste แน่นอนทุกส่วนประกอบมีส่วนประกอบหลัก มีเอกลักษณะ และมีส่วนเสริมช่วยให้เด่น แต่หากว่ามีความคิดสร้างสรรค์พอ tomato ที่หั่นเป็นชิ้นๆ ก็จะช่วยเสริมให้เมนูนี้มีสีสัน และรสชาติเปรี้ยวนิดๆ แน่นอนจะรสชาติของเมนูนี้เปลี่ยนไป แต่เราได้ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า chili crabs with tomato vinger และแรกเริ่มลูกค้าอาจจะยังไม่ยอม และมีคำติชม เมนูนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักการพัฒนารสชาติและคุณค่าทางอาหาร นโยบายในระบบก็เช่นเดียวกันจากการเปรียบเปย การมีส่วนร่วมในระบบเป็นสิ่งสำคัญ การอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะช่วยให้สามารถพัฒนาระบบ network ในปัจจุบัน
ถ้าเราเปรียบเทียบคำว่า paste เป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายของส่วนภาคหนึ่ง และเมนูอาหารจานนั้นๆคือระบบ network แน่นอน ผู้บริหารต้องปรับ paste ให้เข้ากับเมนูอาหารจานนั้นๆ นั้นคือไม่ทำตามใจตน แต่พิจารณาจากสถานภาพของระบบ network ว่า paste นี้ควรจะอยู่ตรงไหนจึงจะเหมาะสม และเกิดความสมดุล ต่อระบบ อนึ่งการฝืนดำเนินการบางอย่างในระบบทั้งที่ตัวเรายังไม่มีศักยภาพความพร้อม นั้นอาจเกิดความผิดพลาด ดังนั้นการกำหนดจุดยืนของส่วนภาคตนเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ไม่หน้าเชื่อว่า หากเราทำอะไรเกินต้วจะมีผลกระทบขนาดนี้ paste ที่เกินพอดีมีผลในเวลาต่อมา และเป็นผลในวงกว้าง เพราะทุกส่วนภาคแก้ปัญหาแบบเดียวกัน อาจเป็นเพราะสังคม network มันหมายความว่า paste ไม่ว่าจะเป็น paste อะไรมันเป็น paste ที่มีเนื้อครืมมากไป และที่สำคัญ paste ในที่นี้มาจากการขอยืมคนอื่นเค้ามา เราถามต่อไปว่าขอยืมคนอื่นมาแล้วยังไง เนื้อ paste ใช้ได้มั้ย อร่อยมั้ย การทำอาหารบ้างหากขาดการใส่ใจเนื้อ paste จะอร่อยได้อย่างไร การทำอาหารที่อร่อยบ้างครั้งไม่ใช้วัสดุดิบชั้นดี แต่มันคือความตั้งใจ ความตั้งใจที่ดีในการทำ ระบบการบริหารที่เว้นช่วงและอาจต้องเปลี่ยนผู้บริหารอาจทำให้ผู้บริหารระบบขาดความตั้งใจในรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนนั้นคือความรับผิดชอบในระยะยาวต่อระบบและบางครั้งผู้บริหารควรมีการวางแบบระบบในกรณีที่เกิดการขาดช่วงในการบริหาร
เมนูต่อไปมะเขือเทศทำอะไรได้อีก ไม่น่าเชื่อ ice cream เป็นไงรสชาติจะเป็นยังไงผมยังไม่คาดคิดเลย แน่นอนครับเราทานอาหารคาวเสร็จก็ต้องทานของหวานต่อและของหวานนั้นคือ ice cream ส่วนประสมก็ มะเขือเทศ (พระเอกของงาน) นม ไข่ และ sugar เพิ่มความหวานของเรื่องราวต่อจากนี้ไป แต่กลิ่นล่ะครับกลิ่นของ tomato มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งผู้ชำนาญในการทานเท่านั้นจึงจะชินกับมัน เราอาจใช้ผู้ช่วยเพื่อสร้างเรื่องราวให้ดีขึ้น สตอเบอรี่เป็นไง ด้วยสีสันกับรสชาติที่เป็นผลไม้สูตรเย็น กับผลไม้สูตรร้อนอย่าง tomato สรุปว่าอร่อยและได้ประโยชน์ด้วย ผมใช้ชื่อว่า tomato and friend ice cream
แน่นอนครับ รสชาติที่ออกมานั้น ออกจะประแล่มๆ เนื่องจากอะไรเนื่องจากมะเขือเทศนั้นไม่เหมาะกับการทำเป็นอาหารสูตรเย็นเช่นไอครีม เพราะรสชาติของมะเขือเทศนั้นเป็นที่นิยมในการทำอาหารในสูตรร้อน คือเป็นอาหารที่สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายโดยธรรมชาติ ไม่เหมือนสตอเบอรี่ที่เติบโตในภูมิอากาศที่เย็นผลลัพท์ที่ออกมาก็คือสามารถนำมาทำอาหารในสูตรเย็นได้ดี เช่นไอครีม หรือเจลลี่ แต่ถ้าไม่มีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมา ก็จะไม่มีการพัฒนา และเติบโตต่อไป ดังนั้นการเสี่ยงที่จะทำอะไรใหม่เพื่อคาดหวังให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมานั้น บางครั้งเราหรือผู้บริหารต้องลองเสี่ยงดู เสี่ยงเพื่อการพัฒนาและเติบโตต่อไป ถึงบางครั้งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ เราก็ได้ลองและทำมันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังสามารถนำมาวิจัยพัฒนาต่อไปได้อีก
tomato and friend ice cream เขาบอกเราว่าเราไม่สามารถยืนยัดอยู่เพียงผู้เดียวได้ ในโลกของห่วงโซ่อุปทาน ที่การเคลื่อนไหวหรือการกระทำอะไรบ้างอย่างเพียงเล็กน้อยก็จะมีผลต่อระบบ network ที่เราผูกพัน ดังนั้นหากส่วนภาคเราเป็น network ที่มีห่วงโซ่อุปทาน เราคงไม่สามารถยืนยัดอยู่เพียงคนเดียวได้ เนื่องจากถึงแม้ว่าส่วนภาคเราจะไม่พึงพิงอะไรกับส่วนภาคอื่น แต่ส่วนภาคเราก็จะได้รับผลกระทบด้วย ยิ่งถ้าเป็นส่วนภาคที่แข็งแกร่งสามารถยืนยัดอยู่เพียงส่วนภาคเดียวได้ แต่ได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน นั้นยิ่งสมควรเขาไปมีส่วนร่วมในสหภาค เพราะนั้นหมายความว่าส่วนภาคนั้นมีกำลังเพียงพอที่จะแบ่งปันทรัพยากรบางส่วนให้กับส่วนภาคอื่นโดยสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นอาจเป็นเงินตรา หรือมาตรการทางการค้าต่างๆ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว tomato เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าสูงแต่ ในบางจังหวะก็ไม่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้โดยลำพัง ดังนั้น friend จึงเป็นส่วนสำคัญ ยิ่งเมนูนั้นเป็นเมนูที่ประกาศโดยแพร่หลายแล้ว ก็เสมือนกับว่าเมนูนั้นเขาไปอยู่ใน ระบบ network ซึ่งเราอาจทำได้ดี แต่จะดีมากขึ้นก็ต้องมีภาวะที่ต้องยอมพึงพิงบ้าง ในโลกของธุรกิจ หรือเศรษฐกิจไม่มีใครสามารถยืนยัดอยู่เพียงลำพังได้ บ้างครั้งเราต้องให้การช่วยเหลือ และยอมพึงพิงบ้าง และการปฎิบัตินั้นควรปฎิบัติตามคำดังกล่าวว่า "หากท่านพยายามหว่านสิ่งไม่ดี ท่านก็จะได้รับสิ่งไม่ดีไปมากท่านนั้น ยิ่งท่านหว่านสิ่งไม่ดีมากเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งรับสิ่งไม่ดีกลับมากเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามก็เช่นกัน"
ทั้ง Paste และ friend มีส่วนสำคัญมากในการดำเนินการภายใต้ระบบ network ที่เป็น network แบบ anhydrous tomato ภายในภายสภาวะขาดแคลนนโยบาย อีกทั้งเพื่อนบ้านก็ย้ำแย่จากระบบเงื่อนอุปทาน ในบางครั้ง Paste คือนโยบาย friend คือการร่วมมือจึงมีส่วนสำคัญในการดำเนินงาน
ผู้เขียนกำลังจะบอกอะไร ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า เหมือนและ/หรือคล้าย กับระบบ E หลายๆ ส่วนภาคถูกกัดกินจากดำเนินงาน หลายๆส่วนภาค โดยส่วนใหญ่ ดำเนินระบบ E แล้ว เกิดสภาวะขาดดุล โดยธรรมชาติ และใช้ network knot other hand จาก ส่วนภาคอื่นเข้าช่วยเหลือ และส่งผลให้ P บางส่วน เกิดสภาวะเกินดุลในชนกลุ่มน้อย แต่คนกลุ่มมาก ยังคงต้องตกอยู่ในกงกรรมกงเกวียน จากความยากจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความ ในกลุ่ม P ที่ยังไม่เข้าใจระบบ E จึงไม่สามารถปฎิบัติการได้ถูก ไม่สามารถเกื้อหนุน และไม่สามารถรองรับ นโยบายระบบ E ได้ และนั้นคือความยากจน การออกนโยบาย E ในครั้งหนึ่ง อาจส่งผลให้เกิดการกระตุ้นระบบ ให้ P บางกลุ่มเติบโต และเป็นหน้าตาของส่วนภาคนั้นไปโดยปริยาย (P เพียงไม่ถึง 3% โดยประมาณ) (อีกส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบในเชิงบวก ทั้งที่ยังไม่มีความเข้าใจ ที่จะปฎิบัติการตอบสนอง นโยบายระบบ E แต่ได้รับผลโดยบังเอิญจากระบบ 30%โดยประมาณ)
P โดยส่วนใหญ่ยังดำเนินชีวิต แบบตามดีตามเกิด ได้รับผลกระทบด้านบวกบ้าง ลบบ้าง ตามยศฐากรรม ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การพัฒนา P ระดับล่างนั้นเป็นเรื่องที่ยาก บางครั้งขาดความเข้าใจ บางครั้งไม่ได้ให้ความสนใจ บางครั้งเกิดความมักง่ายเนื่องจากถูกกดดันจากระบบ E และผู้ใช้ระบบ E ขาดความให้ความสำคัญกับ P ระดับล่าง เพียงแต่มองภาพรวมใหญ่เป็นผลงานเท่านั้น
แล้วสิ่งเหล่านี้ จะเหมือนผลมะเขือเทศหรือ ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกระบบธรรมชาติ และ/หรือระบบ E network และก็ใช้ network knot other hand ในการแก้ปัญาหา หากใช้ไม่ได้ ก็ปล่อยจนกระทั้งเน่าเสียเฉดเช่นนั้นหรือ
Hydrogen ปัจจุบันมีการปรับแต่งเครื่องปรุงอาหารมาใช้คู่กับ Hydrogen จนกลายเป็นเครื่องปรุงและสามารถถนอมอาหารที่ดีได้ เป็นเครื่องคิดแปลงใหม่ ที่ใช้กับแพร่หลายแล้วใน ดินแดนที่เจริญกว่านี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า The developed world และหากเป็นไปได้การใช้ Hydrogen ที่ปรับแต่งด้วยเครื่องปรุงอาหาร บางครั้งก็อาจจะสามารถรักษาความสด และป้องกันจาก จุรินทรีญ์ และ/หรือแบตทีเรีย ได้ และอาจจะสามารถช่วยชะลอความสดใหม่ได้ เฉกเช่นเดียวกัน หากระบบ E ที่เป็นระบบ network knot other hand ในการแก้ปัญหาในระบบ แน่นอนว่าระบบอาจเสีย และ/หรือ เน่า เน่าแบบค่อยๆทวีความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ระบบ Hydrogen ก็อาจจะสามารถช่วยชะลอความเสื่อมสะหลายของระบบได้จริงหรือ หรืออาจจะจริง ยังไม่มีใครสามารถต้องคำถามเหล่านี้ได้เช่นกัน และอาจจะตลอดไปครับ
FIFO หรือ การจัดลำดับเข้าก่อนออกก่อน เข้าทีหลังออกทีหลัง กับ Hydrogen อาจมีความสัมพันธ์กันแบบไม่น่าเชื่อ คำและ/หรือประโยชน์ทั้งสองนี้ อาจช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ และบางที ผู้เขียนอาจเรียก คำและ/หรือประโยชน์ ทั้งสองนี้ว่า FIFO Hydrogen System โดยการทำให้เย็นแบบมีระบบก่อนหลัง ในการขจัดปัญหา ระบบ E network หรือการแก้ปัญหาแบบ network knot other hand ที่พึ่งพิงผู้อื่นมากจนเกินไป และพึ่งพิงกันทั้งระบบ E network จนทำให้ดูเหมือน ตัวโดมิโน ล้มพิงกันแบบไม่มีระบบระเบียง (Domino Unstable) และหากมีปัญหา หรือปัจจัยใดมากระทบ โดมิโนเหล่านั้นคงจะล้มละเนละนาด และบางที ระบบ E network ก็อาจจะล้มละเนละนาด หรือ อาจเป็นผลมะเขือเทศที่ถูกกัดกิน (anhydrous tomato) หรือว่าตอนนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว การดำเนินงานที่มียอดสมดุลติดลบ การพยายามขอความช่วยเหลือจากส่วนภาคอื่นเพื่อจุนเจือ เพื่อสร้างภาพว่ายังดูดีอยู่ ทั้งที่ฐานภายในยังไม่แข็งแรงกันเป็นส่วนใหญ่ แทบทุกส่วนภาค จุดที่สำคัญที่สุดและ/หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนคือ การพยายามช่วยเหลือจุนเจือกัน เมื่อส่วนภาคนั้นมีปัญหา (เป็นประโยชน์ที่ดูดี) แต่หากการช่วยเหลือนั้นมาจาก เราต้องช่วยเขา หากไม่ช่วยเราจะแย่ ซึ่งไม่ใช่การช่วยเหลือ โดยความมีน้ำใจในเนื้อแท้ สัญญาณเตือนเหล่านี้หากมองในแง่ดี ถือว่า E network เป็นระบบที่มีความสมัครสมานสมัคคีกันดี แต่หากไม่ใช่ล่ะครับ
ในมุมมองของผู้เขียนแล้ว สัญญาณเตือนการที่ ระบบ E network ทุกส่วนภาคพยายามเข้าช่วยเหลือกัน นั้นอาจจะหมายถึง ความรู้สึกว่า ต้องช่วยแล้ว ถ้าไม่ช่วย ระบบ E network จะแย่กันไปหมดรึเปล่า ปรากฎการณ์เหล่านี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า Domino Unstable หรือ ภาวะพึงพิง แบบเครือข่าย และส่วนภาคที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ส่วนภาคที่ ผลิต - ใช้เองอย่างครบถ้วน - เหลือส่งต่อส่วนภาคอื่น - ไม่รับสิ่งไม่จำเป็นตามศักยภาพของส่วนภาคมากเกินไป - กลับมาผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้ทดแทนเอง วงจรนี้ฟังดูแล้วยาก และเชย ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการด้วย เมื่อนำมาใช้ปฎิบัติจริงในส่วนภาค ชื่อมันคือ Old Cycle to Use
ดังนั้น anhydrous tomato จึงอาจหมายถึงการเริ่มเสื่อม หรือการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ถึงแม้เราจะเก็บรักษาผลมะเขือเทศได้ดีเพียงใดแต่ผลมะเขือเทศที่บริโภคไม่หมดภายในที่ที่มีการเก็บรักษาดีเพียงใดมันก็ต้องมีการเสื่อมสะลายไป ภายในสถานที่ที่เราเก็บรักษาเป็นอย่างดี และบางทีพ่อค้าอาจต้องเก็บผลมะเขือเทศออกจากชั้นวางและเปลี่ยนผลมะเขือเทศชั้นดีใบใหม่แทนที่ อาจเห็นได้ว่าเหมือนเราเปรียบระบบ เป็นผลมะเขือเทศแล้วการพยายามบูรณะใหม่จะเป็นสิ่งที่เราทำไม่ได้ และพ่อค้าก็ต้องเริ่มหามะเขือเทศใบใหม่มาทดแทน
การถนอมอาหารรูปแบบใหม่ โดยการ FIFO Hydrogen คือการทำให้เย็นหรือแปลรูปผลิตภัณฑ์โดยการถนอมอาหารรูปแบบใหม่ อาจเป็นการแปลสภาพจากของสด เป็นของสดที่อยู่ความเย็นและสามารถทำให้อยู่ในสภาพเดิม และนำมาจัดวางในชั้นวางใหม่ในปริมาณที่พอเหมาะตามความต้องการ หากเราทำได้ขนาดนี้ คิดว่าน่าสนใจหรือไม่การแปลสภาพของสดโดย Hydrogen และการทำให้กลับอยู่ในสภาพเดิม และนำมาทำการ FIFO จัดเรียงใหม่ในชั้นวาง และแน่นอนว่าผลมะเขือเทศก็ยังก็สดและเก็บไว้ใช้ในกรณีที่มะเขือเทศขาดแคลน และด้วยคำปริบทเหล่านี้ อาจเปลี่ยนคำจำกัดความของ "anhytrous tomato เป็น fresh tomato"
fresh tomato มะเขือเทศที่สดและสามารถรักษาความสดใหม่ได้ แน่นอนว่าลูกค้าและผู้ใช้บริการตอบชอบแน่ แต่ว่าจะทำได้จริงหรอ การทำให้เย็นโดย Hydrogen เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตามกรณีที่จะทำให้ผลมะเขือเทศกับมาสู่อุณหภมิห้องนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจากอาจทำให้ผลมะเขือเทศช้ำได้ ดังนั้นจึงต้องค่อยปรับอุณหภูมิบริสภาพแวดล้อมเพื่อลดความช้ำเป็นเรื่องที่ระเอียดอ่อน เรียกว่า การปรับจูนอุณหภมิเพื่อที่จะให้สภาวะร่างกายอยู่ระดับปรตินั้นเอง และหากการปรับจูนนี้ได้ผล แน่นอนถ้าเป็นระบบแบบเงื่อนเครือข่ายล่ะจะทำได้เหมือนกันหรือไม่
การแปลภาพจำลองจากสิ่งต่างๆที่กำหนดมาเป็นภาพความจริงใช้และทดลองกับของจริงเป็นเรื่องยากและบางครั้งอาจพบปัญหาต่างๆมากมาย ผู้เขียนอยากให้มีเมืองจำลองซะสองถึงสามเมืองจริงๆ เพื่อที่จะได้เปิดการลองรับการปรับระบบใหม่ทางเศรษฐกิจ เพราะในปัจจุบันเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้วและการใช้ภาพจำลองก็เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลานาน ในการทดลองเก็บรวบรวมข้อมูล แก้ไขปัญหา ทดลองระบบและกลไกต่างๆ กินเวลานานประมาณ ห้าถึงสิบปีเข้าไปแล้วการทดลองอาจล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะในปัจจุบันเราไม่มีเวลารออีกแล้วกลไกต่างเดิมไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หากเราไม่เริ่มทำอะไรบ้างอย่าง ปัญหาต่างๆจากระบบเงื่อนอุปทานก็จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนยากจะแก้ไข และการทดลองเราไม่มีอะไรจะต้องเสียเพียงแค่เสียต้นทุนการกาลเวลาเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดระบบเงื่อนอุปทานในรูปแบบใหม่ขึ้น
การทำให้เย็น (Hydrogen) หมายถึง ปัญหาอะไรที่กำลังร้อนที่สุดในตอนนี้ ภาระหนี้ต่างๆ เป็นต้น ทำให้มันเย็นลงเช่น การทำการเซตระบบการเงินใหม่โดยจัดตั้งสหภาพการควบคุมการสร้างหนี้ หรือมีการกำหนดมาตรการสร้างหนี้ใหม่ เช่นหากจะก่อหนี้ได้ส่วนภาคนั้นจะต้องมีปัจจัยประกอบ ดังนี้ หนึ่งต้องมีผลผลิตมวลรวมของประเทศขั้นต่ำ สองต้องมีเงินในบัญชีเกินดุลเฉลี่ยภายใน5ปี มากกว่า 50% จากปีฐาน สามต้องต้องมีศักยภาพการผลิตไม่น้อยกว่า 50% ของ รายได้ประชาชาติ และการจัดลำดับเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) คือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำหลังการก่อหนี้ อาทิเช่น ต้องมีการกำหนดเป้าหมายเมื่อก่อหนี้ ต้องมีการกำหนดระยะเวลาการใช้หนี้ ต้องมีการวางเป้าหมายการสร้างรายได้จากการก่อหนี้ ต้องมีการตรวจผลการดำเนินการหลังการก่อหนี้ในระยะเวลา สั้น กลาง และยาว คือ 1ปี 3ปี 5ปี และสุดท้ายต้องมีการประเมินผลกระทบต่อปัจจัยต่างๆหลังจากการดำเนินการทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่า ควรมีการกำหนดกรอบและกติกาในการสร้างหนี้ การจัดระเบียบการสร้างหนี้เป็นสิ่งสำคัญ การเกื้อหนุนกันเป็นสิ่งดี แต่การเกื้อหนุนเพียงเพื่อให้เกิดความอยู่รอดนั้นไม่เพียงพอสำหรับระบบเงื่อนอุปทานอีกต่อไป ดังนั้นหากว่าส่วนภาคไหนประสบปัญหาและไม่สามารถก่อหนี้ได้นั้นไม่ได้หมายความว่าส่วนภาคนั้นเป็นผู้แพ้ แต่มันถึงเวลาที่ส่วนภาคนั้นจะต้องลดบทบาทลดและหันการพึ่งพิงศักยภาพการผลิตในส่วนภาคของตัวเองมากเอง และก้าวขึ้นมาหรือกลับขึ้นมาเป็นส่วนภาคชั้นแนวหน้าด้วยลำแข็งของตัวเอง แน่ว่าส่วนภาคไหนตกต่ำ ก็ควรลดบทบาทลง ส่วนภาคไหนสูงขึ้นก็ควรจะเพิ่มบทบาทมากขึ้น จึงจะเป็นไปตามกลไกการดำเนินงาน และถึงเวลาแล้วที่ส่วนภาคไหนมีศักยภาพในส่วนภาคดีกว่าย่อมต้องขึ้นเป็นผู้นำ มิใช่ค่อยอาศัยพึ่งพิงแต่การค้าระหว่างประเทศโดยอาศัยระบบเงื่อนอุปทาน
tomato paste นอกจากนี้ tomato หรือมะเขือเทศยังสามารถนำมาทำอะไรอีกได้ตั้งหลากหลายอย่าง อาทิเช่น paste เป็นการประกอบอาหารชนิดหนึ่งโดยการทำให้เป็นของเหลวค่นๆ มีความหยุ่นๆในตัว นั้นคือซอสไงครับ ซอสที่ทำจากมะเขือเทศเช่นซอสมะเขือเทศโดยทั่วไปที่เราทานกับขนมปัง มันฝรั่งทอด หรือแฮม และซอสมะเขือเทศก็ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้เด่นชัดขึ้น รสเปี้ยวนิดๆช่วยให้เราเจริญอาหาร แน่นอนมันช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเพราะมีวิตามินซี และยังมีสารอนูมูลอิสระอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่ายกายด้วย แต่คำว่า "paste" นั้นมักใช้กับการประกอบอาหารเป็นหลักไม่ใช้ ซอส ที่เป็นเครื่องเคียง tomato paste จึงไม่ใช่แค่ซอส แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาหารในจาน จานนั้น
tomato paste ทำอะไรได้บ้าง สปาเก็ตตี้เนื้อบดในซอสมะเขือเทศและมกโคลี่ ฟังจากเมนูนี้แล้วมีส่วนประกอบหลายอย่างที่ทำให้เกิด paste ทั้งเนื้อบด มกโคลี่ที่ฝน หรือน้ำมะเขือเทศเข้มข้น นั้นหมายความว่า tomato paste จานนี้มะเขือเทศไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนประกอบหลักคือเนื้อบด มกโคลี่ที่ฝนเป็นเม็ดเล็กๆทำสร้าง paste แข็งแกร่งขึ้น และน้ำมะเขือเทศเข้มข้นที่ช่วยเสริมรสชาติให้เด่นชัดขึ้น ดังนั้นกว่าจะเป็น tomato paste จานนี้ ไม่ใช้แค่หนึ่งส่วนประกอบแต่ยังประกอบด้วยสามส่วนหลัก และส่วนของเครื่องชูรสอื่นๆ ดังนั้นบางครั้ง tomato paste เองไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนประกอบหลักเสมอไป แต่ใช้ส่วนประกอบอื่นที่เหมาะสมมากกว่าเพื่อให้เกิดรสชาติที่ดีที่สุด ดังนั้นในเมนูนี้ tomato paste จึงเป็นเพียงส่วนที่ช่วยเสริมรสชาติให้เด่นขึ้น แทนที่จะเป็นส่วนประกอบหลัก แต่สุดท้ายแล้ว สปาเก็ตตี้ กับ tomato paste ก็ออกมาเป็นอาหารจานที่อร่อยได้ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับ
เมนูต่อไปปูผัดผงกระหรี่ chili crabs ปูสดๆ ผงกระหรี่ ไข่ และส่วนประกอบซูรสอื่น เอ๊ไม่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบเลย แล้ว tomato เกี่ยวอะไร ปูสดๆ ผงกระหรี่ที่แห้งกำลังพอเหมาะ ไข่ไก่สด รวมกันเป็นเมนูปูผัดผงกระหรี่ และเมนูนี้ถือเป็นเมนูประเภท paste ชนิดหนึ่ง ผมเรียกว่า chili paste แน่นอนทุกส่วนประกอบมีส่วนประกอบหลัก มีเอกลักษณะ และมีส่วนเสริมช่วยให้เด่น แต่หากว่ามีความคิดสร้างสรรค์พอ tomato ที่หั่นเป็นชิ้นๆ ก็จะช่วยเสริมให้เมนูนี้มีสีสัน และรสชาติเปรี้ยวนิดๆ แน่นอนจะรสชาติของเมนูนี้เปลี่ยนไป แต่เราได้ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า chili crabs with tomato vinger และแรกเริ่มลูกค้าอาจจะยังไม่ยอม และมีคำติชม เมนูนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักการพัฒนารสชาติและคุณค่าทางอาหาร นโยบายในระบบก็เช่นเดียวกันจากการเปรียบเปย การมีส่วนร่วมในระบบเป็นสิ่งสำคัญ การอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะช่วยให้สามารถพัฒนาระบบ network ในปัจจุบัน
ถ้าเราเปรียบเทียบคำว่า paste เป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายของส่วนภาคหนึ่ง และเมนูอาหารจานนั้นๆคือระบบ network แน่นอน ผู้บริหารต้องปรับ paste ให้เข้ากับเมนูอาหารจานนั้นๆ นั้นคือไม่ทำตามใจตน แต่พิจารณาจากสถานภาพของระบบ network ว่า paste นี้ควรจะอยู่ตรงไหนจึงจะเหมาะสม และเกิดความสมดุล ต่อระบบ อนึ่งการฝืนดำเนินการบางอย่างในระบบทั้งที่ตัวเรายังไม่มีศักยภาพความพร้อม นั้นอาจเกิดความผิดพลาด ดังนั้นการกำหนดจุดยืนของส่วนภาคตนเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ไม่หน้าเชื่อว่า หากเราทำอะไรเกินต้วจะมีผลกระทบขนาดนี้ paste ที่เกินพอดีมีผลในเวลาต่อมา และเป็นผลในวงกว้าง เพราะทุกส่วนภาคแก้ปัญหาแบบเดียวกัน อาจเป็นเพราะสังคม network มันหมายความว่า paste ไม่ว่าจะเป็น paste อะไรมันเป็น paste ที่มีเนื้อครืมมากไป และที่สำคัญ paste ในที่นี้มาจากการขอยืมคนอื่นเค้ามา เราถามต่อไปว่าขอยืมคนอื่นมาแล้วยังไง เนื้อ paste ใช้ได้มั้ย อร่อยมั้ย การทำอาหารบ้างหากขาดการใส่ใจเนื้อ paste จะอร่อยได้อย่างไร การทำอาหารที่อร่อยบ้างครั้งไม่ใช้วัสดุดิบชั้นดี แต่มันคือความตั้งใจ ความตั้งใจที่ดีในการทำ ระบบการบริหารที่เว้นช่วงและอาจต้องเปลี่ยนผู้บริหารอาจทำให้ผู้บริหารระบบขาดความตั้งใจในรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนนั้นคือความรับผิดชอบในระยะยาวต่อระบบและบางครั้งผู้บริหารควรมีการวางแบบระบบในกรณีที่เกิดการขาดช่วงในการบริหาร
เมนูต่อไปมะเขือเทศทำอะไรได้อีก ไม่น่าเชื่อ ice cream เป็นไงรสชาติจะเป็นยังไงผมยังไม่คาดคิดเลย แน่นอนครับเราทานอาหารคาวเสร็จก็ต้องทานของหวานต่อและของหวานนั้นคือ ice cream ส่วนประสมก็ มะเขือเทศ (พระเอกของงาน) นม ไข่ และ sugar เพิ่มความหวานของเรื่องราวต่อจากนี้ไป แต่กลิ่นล่ะครับกลิ่นของ tomato มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งผู้ชำนาญในการทานเท่านั้นจึงจะชินกับมัน เราอาจใช้ผู้ช่วยเพื่อสร้างเรื่องราวให้ดีขึ้น สตอเบอรี่เป็นไง ด้วยสีสันกับรสชาติที่เป็นผลไม้สูตรเย็น กับผลไม้สูตรร้อนอย่าง tomato สรุปว่าอร่อยและได้ประโยชน์ด้วย ผมใช้ชื่อว่า tomato and friend ice cream
แน่นอนครับ รสชาติที่ออกมานั้น ออกจะประแล่มๆ เนื่องจากอะไรเนื่องจากมะเขือเทศนั้นไม่เหมาะกับการทำเป็นอาหารสูตรเย็นเช่นไอครีม เพราะรสชาติของมะเขือเทศนั้นเป็นที่นิยมในการทำอาหารในสูตรร้อน คือเป็นอาหารที่สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายโดยธรรมชาติ ไม่เหมือนสตอเบอรี่ที่เติบโตในภูมิอากาศที่เย็นผลลัพท์ที่ออกมาก็คือสามารถนำมาทำอาหารในสูตรเย็นได้ดี เช่นไอครีม หรือเจลลี่ แต่ถ้าไม่มีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมา ก็จะไม่มีการพัฒนา และเติบโตต่อไป ดังนั้นการเสี่ยงที่จะทำอะไรใหม่เพื่อคาดหวังให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมานั้น บางครั้งเราหรือผู้บริหารต้องลองเสี่ยงดู เสี่ยงเพื่อการพัฒนาและเติบโตต่อไป ถึงบางครั้งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ เราก็ได้ลองและทำมันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังสามารถนำมาวิจัยพัฒนาต่อไปได้อีก
tomato and friend ice cream เขาบอกเราว่าเราไม่สามารถยืนยัดอยู่เพียงผู้เดียวได้ ในโลกของห่วงโซ่อุปทาน ที่การเคลื่อนไหวหรือการกระทำอะไรบ้างอย่างเพียงเล็กน้อยก็จะมีผลต่อระบบ network ที่เราผูกพัน ดังนั้นหากส่วนภาคเราเป็น network ที่มีห่วงโซ่อุปทาน เราคงไม่สามารถยืนยัดอยู่เพียงคนเดียวได้ เนื่องจากถึงแม้ว่าส่วนภาคเราจะไม่พึงพิงอะไรกับส่วนภาคอื่น แต่ส่วนภาคเราก็จะได้รับผลกระทบด้วย ยิ่งถ้าเป็นส่วนภาคที่แข็งแกร่งสามารถยืนยัดอยู่เพียงส่วนภาคเดียวได้ แต่ได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน นั้นยิ่งสมควรเขาไปมีส่วนร่วมในสหภาค เพราะนั้นหมายความว่าส่วนภาคนั้นมีกำลังเพียงพอที่จะแบ่งปันทรัพยากรบางส่วนให้กับส่วนภาคอื่นโดยสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นอาจเป็นเงินตรา หรือมาตรการทางการค้าต่างๆ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว tomato เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าสูงแต่ ในบางจังหวะก็ไม่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้โดยลำพัง ดังนั้น friend จึงเป็นส่วนสำคัญ ยิ่งเมนูนั้นเป็นเมนูที่ประกาศโดยแพร่หลายแล้ว ก็เสมือนกับว่าเมนูนั้นเขาไปอยู่ใน ระบบ network ซึ่งเราอาจทำได้ดี แต่จะดีมากขึ้นก็ต้องมีภาวะที่ต้องยอมพึงพิงบ้าง ในโลกของธุรกิจ หรือเศรษฐกิจไม่มีใครสามารถยืนยัดอยู่เพียงลำพังได้ บ้างครั้งเราต้องให้การช่วยเหลือ และยอมพึงพิงบ้าง และการปฎิบัตินั้นควรปฎิบัติตามคำดังกล่าวว่า "หากท่านพยายามหว่านสิ่งไม่ดี ท่านก็จะได้รับสิ่งไม่ดีไปมากท่านนั้น ยิ่งท่านหว่านสิ่งไม่ดีมากเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งรับสิ่งไม่ดีกลับมากเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามก็เช่นกัน"
ทั้ง Paste และ friend มีส่วนสำคัญมากในการดำเนินการภายใต้ระบบ network ที่เป็น network แบบ anhydrous tomato ภายในภายสภาวะขาดแคลนนโยบาย อีกทั้งเพื่อนบ้านก็ย้ำแย่จากระบบเงื่อนอุปทาน ในบางครั้ง Paste คือนโยบาย friend คือการร่วมมือจึงมีส่วนสำคัญในการดำเนินงาน
วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555
M กับ I ในสภาวะสมดุล
การใช้ M ร่วมกับ I ในสภาวะสมดุล ตามหลักการแล้ว หากใช้ในสัดส่วน และอัตราที่เหมาะสม จะก่อให้
เกิด การขยายตัวของ E ได้ในระดับที่สมดุลกว่า หรือกล่าวได้ว่าเกิดความพอเพียงในภาคส่วนต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะการณ์จริง มีปัจจัยหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้นโยบาย ระบบ E ที่ถูก
ผูกกันเป็นเงื่อน หรือ network ภัยพิบัติ หรือกักดับทางสภาวะต่างๆ ที่ใช้ M หรือ I แล้วเกิดผลในเชิง
ลบ ดังนั้นผู้ใช้หลักการ และ/หรือนโยบาย นั้นๆ จึงพบกันความยากลำบาก และบางทีอาจไม่กล้าตัดสิน
ใจใช้นโยบายในกรณีที่ควร เนื่องจากสภาวะรอบนอกต่างๆดังที่กล่าวในขั้นต้น หนึ่งแนวทางการให้ภาค
P เข้ามามีส่วนร่วม หรือปลูกสร้างแนวคิด หลักการออม ไม่ขยายตัวหรือทำอะไรเกินตัว ส่งเสริมให้รู้จัก
คำว่า "แพ้ หรือ ยอม" ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงการบันทึกบัญชี และให้ความร่วมมือการประเมินค่า
หรือบันทึกข้อมูลการสถิติอื่นๆ ทางด้านระบบ E เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการคำนวณ และประเมินการใช้ นโยบาย M และ I ดังนั้น การใช้ M ในสัดส่วนปริมาณที่เหมาะสม จะสามารถกระตุ้นระบบได้ในการเกื้อหนุน ระบบ E ในอดีต เราใช้ M ในลักษณะการปิดทองหลังพระเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สามารถกระตุ้นระบบ E ได้ แบบค่อยเป็นไป และเกิดผลทางระบบ E แบบอ้อมๆ
แต่ในปัจจุบัน การใช้ M ในปริมาณที่มาก ในลักษณะการปิดทองหน้าพระ ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถกระตุ้นระบบ E ได้อย่างรวดเร็ว ในแง่ความรู้สึก แต่ M บางส่วนไม่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในระบบ E มากนัก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อาจเกิดกักดัก network knot other hand ทั้งที่ระบบ E ณ ปัจจุบัน อาจยังไม่พร้อม จึงต้องใช้มือคนอื่นช่วยเหลือ และนั้นคือกักดักสภาพคล่องในมุมมองของการเป็นผู้รับความช่วยเหลือ
P มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาระบบต่างๆ ไม่ใช่ผู้ใช้นโยบาย ดังนั้นหาก การส่งเสริม M ในปริมาณที่มาก มากจนเกินไป โดยปราศจากการปฎิบัติ ตอบรับ และยอมรับ ในเชิงบวกแล้ว ก็ถือได้ว่าการใช้ M ในสัดส่วนที่มาก อาจเป็นกักดักในเชิงนโยบาย ทำให้เกิดเพียงแค่ภาพกวงๆ หรือปมเงื่อนที่ไม่แน่น ในระบบ network ผู้เขียนอย่างกล่าวว่า " growth slow but sure better than the large but majority" "เติบโตช้าแต่แน่จริง ดีกว่า ใหญ่แต่ตัวข้างในกวงๆ"
M กับ I คืออะไร คือ การใช้นโยบายM ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับนโยบาย I และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระบบ E ทั้งนี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า สัดส่วนที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไหร่ รูปแบบและความหลากหลายของนโยบาย เป็นอย่างไร อยู่ที่ผู้ให้นโยบาย จะพลิกแพรง จากทฤษฎีอื่นๆ เข้าประกอบกันเพราะฉะนั้น การบริหารนโยบาย M กับ I จึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีรูปแบบตายตัว อาจกล่าวได้ว่าผู้ใช้จำเป็นต้องรองผิดรองถูกในการใช้ และเก็บข้อมูลจากการรองผิดรองถูกเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นสถิติ และฐานข้อมูล ในการใช้นโยบายเชิงปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ดีการใช้นโยบาย M เป็นนโยบายที่ใช้เวลาค่อยข้างนาน กว่าจะส่งผลต่อระบบ E ดังนั้นการตัดงบประมาณมาใช้ในส่วนนี้ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน เพราะเปลี่ยนผู้ดำเนินนโยบายและยากต่อการประมาณการถึงผลกระทบต่อระบบ E อาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายระยะยาว ส่วน I เป็นนโยบายระยะสั้นที่มีผลต่อระบบ E มากกว่า ใช้กระตุ้นระบบ E ได้เร็วและประมาณการได้แน่นอนกว่า ทั้งนี้ประมาณในขั้นต้น ยังไม่รวมถึงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่มากระทบต่อระบบอีกด้วย
จะเป็นไปได้มั้ยถ้าE network ในปัจจุบันถึงสภาวะที่ใกล้จะล้มเหลว พิจารณาจากปัญหาและวิฤกตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดบ่อยขึ้น และถี่ขึ้น นโยบายการบริหารทั้งหมดอาจกลายเป็นกักดัก ที่พอดำเนินการแก้ไขไปแล้วแต่ดันเกิดปัญหาขึ้นอีก หรือเกิดจากความมักง่ายของผู้ใช้นโยบาย อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อยครั้ง และในแต่ละครั้งในสาเหตุไม่เหมือนกัน ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์แวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญยกตัวอย่างการบันทึกบัญชีผิด ถ้าผิดทางตัวเลขแน่นอนว่าสมการทั้งสองข้างต้องเท่ากัน แต่หากไม่ใช้อาจมีการตกแต่งบัญชี และหมักความเน่าเหม็นไว้จนกลายเป็นปัญหา ที่ยากจะแก้ไข แล้วเราจะทำอย่างไรหากการแก้ไขปัญหาทั้งหมดกลายเป็นกักดัก
นั้นหมายความว่า หากว่ากลไกทางทฤษฎีต่างๆที่นำมาปฏิบัตินั้นใช้ไม่ได้ผล กับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหรือไม่มีสาเหตุอาจมีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการหรือไม่มีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการ ระบบเงื่อนอุปทานที่ผูกไว้ในเครือข่าย ทั้งหมดอาจมีความสัมพันธ์กัน การที่หลายส่วนภาคพยายามรวมตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ อาจเป็นการทำเพื่อถ่วงดุลอำนาจอาจเป็นการแสดงวิสัยทัศน์เป็นนัยๆว่า อาจมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมกัน นั้นเป็นเหตุที่ในต่างละส่วนภาครับรู้ได้ถึงปัญหา ดังนั้นการแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่มก็เป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่การแก้ปัญหานั้นก็ยังคงอยู่ในระบบของเงื่อนอุปทานแบบเครือข่ายอยู่ และการใช้นโยบายทางการเงินแบบจู่โจม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้แก้ปัญหาเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ คำถามต่อมาคือหากทุกส่วนภาคใช้การแก้ปัญหาแบบเดียวกัน กล่าวคือมีความเก่งในทฤษฎีเหมือนกันหมด แล้วปริมาณทุนในระบบหายไปไหน ทำไมจึงเกิดสภาวะ loss in balance ในทุกส่วนภาค
กล่าวคือการลงทุนในนโยบาย M อาจไม่แสดงผลออกมาในรูปของ Money แต่กลายเป็นสาธาณูปโภคอื่นที่ P ใช้โดยทั่วไปโดยอาจมีสัญญาการทำรายได้กลับคืนในระยะยาว ซึ่งการใช้ระบบนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ ในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้เกิดปัญหา loss in balance และตัวผู้ใช้นโยบายก็ไม่สามารถหยุดการใช้นโยบายได้เอง เนื่องจากในตลาดมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การหยุดการสร้างนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราหยุดสร้างนโยบาย M เราอาจจะช้าหรือสู้เขาไม่ได้ อาจเกิดความเสียเปรียบบางอย่าง ในระบบเงื่อนอุปทานในเครือข่าย ดังนั้นเราจึงสามารถบอกได้ว่าการแข่งขันกันในตลาดอาจสูงขึ้นขั้นถึงจุดอิ่มตัว และเมื่อถึงตอนนั้นการแก้ปัญหาในระบบอาจซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
การประคับประครองระบบอาจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าในตอนนี้ระบบ network ของเราในสถานะคับขัน แน่นอนการเปลี่ยนอะไรบางอย่างอาจเป็นเรื่องใหญ่เกินไป และซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นการประคับประครองจึงอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่า การหล่อเลี้ยงระบบด้วยฟองสบู่แบบมีนัยสำคัญ อาจเป็นทางออกที่ดูดีง่าย และการหยุดพักการทำฟองสบู่ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมและทำอย่างชาญฉลาด เหมือนการทำให้ติดลมบน ระบบสามารถขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหล เหล่านี้อาจเป็นเรื่องง่ายหากเราเป็นผู้จัดการและบริหารอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในทางที่เป็นได้ เราไม่สามารถเป็นผู้จัดการและบริหารได้อย่างตลอดมีการเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการแก้ไขนี้จึงยังใช้ไม่ได้ มันเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น
นโยบาย I ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามวงจรของระบบการกำหนดค่าตัวแปรต่างๆตามหลักทฤษฎี การเพิ่มหรือลดปัจจัยในนโยบาย I นั้นเป็นดัชนีกล่าวคือการเพิ่มหรือลดสำหรับการใส่ปัจจัยอื่นๆในแต่ละครั้งที่ใส่ดัชนีจะบอกหรือชี้วัดว่า มีประโยชน์เพิ่ม หรือมีผลเสียเพิ่ม ในสัดส่วนเท่าไหร่โดยชี้วัดจากฐานข้อมูลในอดีตที่เคยปฎิบัติมา เป็นนโยบายที่ไม่ค่อยหวือหวานัก แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบ ดังนั้นการบริหารนโยบาย I จึงเป็นเรื่องที่เปราะบาง แต่ในบ้างครั้งหากเกิดปัญหาขั้นรุนแรง การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายก็ยากจะช่วยเหลือ เช่นกัน
การบริหารนโยบาย I กับ M จึงเป็นเรื่องยาก แล้วอย่างไร I กับ M จึงอยู่สภาวะที่สมดุล (balance and smooth) หากเราเป็นผู้บริหารอยู่แต่ฝ่ายเดียว และมีการกำหนดนโยบายแบบมีเป้าหมายระยะสั้นระยะยาวภายใต้กรอบและข้อจำกัด ที่คงที่ นั้นคือใน many cycle สามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ และมีการตรวจดูค่าความต่างจากกรอบเป้าหมายและมาปรับใช้ในการดำเนินการในครั้งต่อไป การทำแบบนี้เป็นเรื่องที่ละเอียด และต้องลงลึกในรายละเอียดของงานมาก ซึ่งในทางปฎิบัติจริงการบริหารระบบเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่มาก ดังนั้นผู้บริหารจึงควรต้องใช้ทีมงานที่เหมาะสมพิจารณาสถานการณ์ในทุกๆเวลา เพื่อความแม่นยำและสามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน จึงจะสามารถกำหนดกรอบ I กับ M ให้อยู่ในสภาวะสมดุล (balance and smooth)
ยกตัวอย่างเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการเฟ้อของเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่เงินเข้าไปในระบบโดยการลงทุนสร้างระบบขนส่งมวลชนเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างประโยชน์โดยอ้อม ในระหว่างที่การดำเนินการยังไม่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ จนถึงช่วงที่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงที่ว่างต่อระบบ ระบบต้องแบกภาระในขณะที่ระบบกำลังดำเนินอยู่ และเมื่อการดำเนินการเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว เศรษฐกิจจึงเริ่มมีความคล่องตัว จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นระบบ ช่วงเวลานี้ต้องรอให้ความสมดุลของคลังเริ่มกลับคืนมา 80% จึงค่อยทำการกระตุ้นระบบโดยการลงทุนต่อในการสร้างโรงผลิตน้ำมัน จะสังเกตได้ว่าการบริหารงานที่ดีต้องมีความผ่อนสั้นผ่อนยาว และมีความต่อเนื่องของงานและระบบ
หากนโยบาย I กับ M อยู่ในสภาวะสมดุล จะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่มีใครทราบเพราะ ณ ปัจจุบันการดำเนินการระบบคลังของแต่ละส่วนภาคคลังอยู่ในสภาวะสมดุลน้อย และ/หรือไม่สมดุล ผู้เขียนอยากยกตัวอย่างการเดินโดยทั่วไป หากเราเดินธรรมดาไม่มีสำภาระใดๆแน่นอนเราเดินได้เร็วและมีความคล่องตัว แต่หากเรามีความจำเป็นต้องถือสำภาระล่ะ แน่นอนเราเดินช้าลงและเราไม่คล่องตัว นั้นไงครับเหมือนคลังระบบ หากคลังแบกภาระหนักเกินไปคลังจะไม่คล่องตัวและถ้าแบกภาระหนักมากๆ นอกจากจะไม่คล่องตัวแล้วยังอาจเกิดความผิดพลาดเช่นอาจเกิดอุบัติเหตุ และคงไม่พ่นเรื่อง สภาพคล่อง
จุดพักและลดภาระเพื่อเดินทางต่อ จะเป็นไปได้ถ้านักเดินทางสามารถหาจุดพักเพื่อลดสัมภาระหรือวางทิ้งไว้และกลับมารับสัมภาระไป เพื่อเดินทางต่อ เมื่อเขียนถึงตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่คงคิดถึงการเติมสภาพคล่องในระบบ "การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง" นั้นเป็นการเพิ่มสัมภาระเมื่อเรากลับมารับภาระต่อ แน่นอนมันคือทางที่ผิด ยกเว้นผู้บริหารต้องการทิ้งสัมภาระนั้นไว้โดยไม่กลับมาดูแลอีก จุดรับและลดภาระในที่นี้จึงอาจไม่ใช้การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบแต่อย่างใด กลับกันการลดการก่อหนี้แต่หันกลับมาสร้างความมั่งคั่งในระบบโดยการยืนด้วยตนเองจึงเป็นอีกทางออกหนึ่ง คือส่วนภาคมีการติดต่อกับส่วนภาคอื่นมีการสร้างระบบและลงทุนจากการกู้ยืม แต่ยังไม่ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิม และเกษตรกรรมเดิม ดังนั้นการหยุดสร้างหนี้และหันมาใช้อุตสาหกรรมเดิม หรือเกษตรกรรมเดิมเป็นฐานในการสร้างความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ให้อุตสาหกรรมที่เกิดจากการสร้างหนึ้จากส่วนภาคอื่นดำเนินการต่อไปและค่อยๆลดภาระหรือสัมภาระลง นี้เป็นทางออกหนึ่งสำหรับจุดลดสัมภาระ
กุลยุทธ์ดังกล่าวเปรียบได้กับการเดินทางไกลที่ต้องแบกสัมภาระหลายอย่าง คือมีเครื่องสนาม เสื้อผ้า และอาหาร ทั้งสามอย่างมีความสำคัญต่อการเดินทาง เครื่องสนามหมายถึงสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินเดินทางที่เราไม่สามารถลดภาระลงได้คือภาระที่มีต่อส่วนภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสาร การเดินทางระหว่างส่วนภาค ร่วมถึงนโยบายระหว่างส่วนภาคอื่นๆ เสื้อผ้าคือสิ่งที่อยู่ติดตัวเรา เปรียบเหมือนประชากร และ/หรือลูกน้องที่เราต้องดูแล อาหารเปรียบเหมือนภาระที่เราสามารถสร้างและลดลง สามารถหาใหม่ได้ นั้นคือความสามารถในเชิงเศรษฐกิจ กลยุทธ์ต่างๆร่วมถึงการก่อหนี้ จะเห็นได้ว่ามีภาระที่เราสามารถลดลงได้ และไม่สามารถลดลงได้ภาระเชิงเศรษฐกิจเราสามารถลดลงได้ตามกลยุทธ์ จุดพักและลดภาระ
กลยุทธ์จุดพักและลดภาระ คือการสร้างกิจกรรมกิจการเพื่อทดแทน ภาระบางอย่างที่หนักหน่วงให้ผ่อนคลายลดลง โดยภาระอันหนักหน่วงนั้นเราเปรียบเสมือนการกู้ยืมเพื่อสร้างกิจกรรมกิจการแบบเร่งด่วน เพื่อกระตุ่นระบบ เพื่อความคล่องตัว เป็นแผนเศรษฐกิจเชิงรุก อาจมีระยะเวลาเป็น 10ปี ตามหลักเราเรียกว่าแผนระยะยาว และเมื่อแผนระยะยาวยังหนักหน่วงอยู่นั้น ผู้บริหารควรตั้งแผนระยะกลาง และสั้น สำหรับรองรับความหนักหน่วงของแผนระยะยาว เช่นการส่งเสริมสินค้าเกษตรตามศักยภาพ เป็นแผนระยะกลาง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแผนระยะสั้น โดยไม่ควรก่อหนี้อีก จนกระทั่งภาระอันหนักหน่วงอยู่ในจุดดุยภาพแล้วจึงทำการกระตุ่นระบบต่อตามศักยภาพของแต่ละส่วนภาค
เหมือนการแบกสัมภาระหลากหลายอย่าง และอาหารเป็นสิ่งที่สามารถหาแทนหาเพิ่มได้ในยามที่ขาดแน่นอนเมื่ออาหารหรือเสบียงหมดผู้เดินทางก็มักมีความคล่องตัวขึ้นในการเดินทาง และเมื่อมีความคล่องตัวขึ้นจึงสามารถคัดสรรหาอาหารชนิดอื่นมาทดแทนเสบียงเดิมที่หมดไป หากแต่เสบียงยังไม่หมดนักเดินทางทำการคัดสรรหาอาหารเพิ่มก็จะดูกะไรอยู่ อาหารอาจบูดเสียไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่กลยุทธ์จุดพักและลดภาระจากนักเดินทางจึงมีส่วนช่วยให้ M กับมาอยู่ในภาวะสมดุลกับ I การดำเนินงานจึงมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
เกิด การขยายตัวของ E ได้ในระดับที่สมดุลกว่า หรือกล่าวได้ว่าเกิดความพอเพียงในภาคส่วนต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะการณ์จริง มีปัจจัยหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้นโยบาย ระบบ E ที่ถูก
ผูกกันเป็นเงื่อน หรือ network ภัยพิบัติ หรือกักดับทางสภาวะต่างๆ ที่ใช้ M หรือ I แล้วเกิดผลในเชิง
ลบ ดังนั้นผู้ใช้หลักการ และ/หรือนโยบาย นั้นๆ จึงพบกันความยากลำบาก และบางทีอาจไม่กล้าตัดสิน
ใจใช้นโยบายในกรณีที่ควร เนื่องจากสภาวะรอบนอกต่างๆดังที่กล่าวในขั้นต้น หนึ่งแนวทางการให้ภาค
P เข้ามามีส่วนร่วม หรือปลูกสร้างแนวคิด หลักการออม ไม่ขยายตัวหรือทำอะไรเกินตัว ส่งเสริมให้รู้จัก
คำว่า "แพ้ หรือ ยอม" ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงการบันทึกบัญชี และให้ความร่วมมือการประเมินค่า
หรือบันทึกข้อมูลการสถิติอื่นๆ ทางด้านระบบ E เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการคำนวณ และประเมินการใช้ นโยบาย M และ I ดังนั้น การใช้ M ในสัดส่วนปริมาณที่เหมาะสม จะสามารถกระตุ้นระบบได้ในการเกื้อหนุน ระบบ E ในอดีต เราใช้ M ในลักษณะการปิดทองหลังพระเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สามารถกระตุ้นระบบ E ได้ แบบค่อยเป็นไป และเกิดผลทางระบบ E แบบอ้อมๆ
แต่ในปัจจุบัน การใช้ M ในปริมาณที่มาก ในลักษณะการปิดทองหน้าพระ ผลที่เกิดขึ้นคือสามารถกระตุ้นระบบ E ได้อย่างรวดเร็ว ในแง่ความรู้สึก แต่ M บางส่วนไม่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในระบบ E มากนัก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อาจเกิดกักดัก network knot other hand ทั้งที่ระบบ E ณ ปัจจุบัน อาจยังไม่พร้อม จึงต้องใช้มือคนอื่นช่วยเหลือ และนั้นคือกักดักสภาพคล่องในมุมมองของการเป็นผู้รับความช่วยเหลือ
P มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาระบบต่างๆ ไม่ใช่ผู้ใช้นโยบาย ดังนั้นหาก การส่งเสริม M ในปริมาณที่มาก มากจนเกินไป โดยปราศจากการปฎิบัติ ตอบรับ และยอมรับ ในเชิงบวกแล้ว ก็ถือได้ว่าการใช้ M ในสัดส่วนที่มาก อาจเป็นกักดักในเชิงนโยบาย ทำให้เกิดเพียงแค่ภาพกวงๆ หรือปมเงื่อนที่ไม่แน่น ในระบบ network ผู้เขียนอย่างกล่าวว่า " growth slow but sure better than the large but majority" "เติบโตช้าแต่แน่จริง ดีกว่า ใหญ่แต่ตัวข้างในกวงๆ"
M กับ I คืออะไร คือ การใช้นโยบายM ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับนโยบาย I และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระบบ E ทั้งนี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า สัดส่วนที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไหร่ รูปแบบและความหลากหลายของนโยบาย เป็นอย่างไร อยู่ที่ผู้ให้นโยบาย จะพลิกแพรง จากทฤษฎีอื่นๆ เข้าประกอบกันเพราะฉะนั้น การบริหารนโยบาย M กับ I จึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีรูปแบบตายตัว อาจกล่าวได้ว่าผู้ใช้จำเป็นต้องรองผิดรองถูกในการใช้ และเก็บข้อมูลจากการรองผิดรองถูกเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นสถิติ และฐานข้อมูล ในการใช้นโยบายเชิงปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ดีการใช้นโยบาย M เป็นนโยบายที่ใช้เวลาค่อยข้างนาน กว่าจะส่งผลต่อระบบ E ดังนั้นการตัดงบประมาณมาใช้ในส่วนนี้ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน เพราะเปลี่ยนผู้ดำเนินนโยบายและยากต่อการประมาณการถึงผลกระทบต่อระบบ E อาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายระยะยาว ส่วน I เป็นนโยบายระยะสั้นที่มีผลต่อระบบ E มากกว่า ใช้กระตุ้นระบบ E ได้เร็วและประมาณการได้แน่นอนกว่า ทั้งนี้ประมาณในขั้นต้น ยังไม่รวมถึงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่มากระทบต่อระบบอีกด้วย
จะเป็นไปได้มั้ยถ้าE network ในปัจจุบันถึงสภาวะที่ใกล้จะล้มเหลว พิจารณาจากปัญหาและวิฤกตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดบ่อยขึ้น และถี่ขึ้น นโยบายการบริหารทั้งหมดอาจกลายเป็นกักดัก ที่พอดำเนินการแก้ไขไปแล้วแต่ดันเกิดปัญหาขึ้นอีก หรือเกิดจากความมักง่ายของผู้ใช้นโยบาย อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อยครั้ง และในแต่ละครั้งในสาเหตุไม่เหมือนกัน ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์แวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญยกตัวอย่างการบันทึกบัญชีผิด ถ้าผิดทางตัวเลขแน่นอนว่าสมการทั้งสองข้างต้องเท่ากัน แต่หากไม่ใช้อาจมีการตกแต่งบัญชี และหมักความเน่าเหม็นไว้จนกลายเป็นปัญหา ที่ยากจะแก้ไข แล้วเราจะทำอย่างไรหากการแก้ไขปัญหาทั้งหมดกลายเป็นกักดัก
นั้นหมายความว่า หากว่ากลไกทางทฤษฎีต่างๆที่นำมาปฏิบัตินั้นใช้ไม่ได้ผล กับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหรือไม่มีสาเหตุอาจมีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการหรือไม่มีความเกี่ยวข้องในการดำเนินการ ระบบเงื่อนอุปทานที่ผูกไว้ในเครือข่าย ทั้งหมดอาจมีความสัมพันธ์กัน การที่หลายส่วนภาคพยายามรวมตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ อาจเป็นการทำเพื่อถ่วงดุลอำนาจอาจเป็นการแสดงวิสัยทัศน์เป็นนัยๆว่า อาจมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมกัน นั้นเป็นเหตุที่ในต่างละส่วนภาครับรู้ได้ถึงปัญหา ดังนั้นการแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่มก็เป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่การแก้ปัญหานั้นก็ยังคงอยู่ในระบบของเงื่อนอุปทานแบบเครือข่ายอยู่ และการใช้นโยบายทางการเงินแบบจู่โจม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้แก้ปัญหาเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ คำถามต่อมาคือหากทุกส่วนภาคใช้การแก้ปัญหาแบบเดียวกัน กล่าวคือมีความเก่งในทฤษฎีเหมือนกันหมด แล้วปริมาณทุนในระบบหายไปไหน ทำไมจึงเกิดสภาวะ loss in balance ในทุกส่วนภาค
กล่าวคือการลงทุนในนโยบาย M อาจไม่แสดงผลออกมาในรูปของ Money แต่กลายเป็นสาธาณูปโภคอื่นที่ P ใช้โดยทั่วไปโดยอาจมีสัญญาการทำรายได้กลับคืนในระยะยาว ซึ่งการใช้ระบบนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ ในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้เกิดปัญหา loss in balance และตัวผู้ใช้นโยบายก็ไม่สามารถหยุดการใช้นโยบายได้เอง เนื่องจากในตลาดมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การหยุดการสร้างนโยบาย M แบบทุ่มตลาด แบบซ้ำๆ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราหยุดสร้างนโยบาย M เราอาจจะช้าหรือสู้เขาไม่ได้ อาจเกิดความเสียเปรียบบางอย่าง ในระบบเงื่อนอุปทานในเครือข่าย ดังนั้นเราจึงสามารถบอกได้ว่าการแข่งขันกันในตลาดอาจสูงขึ้นขั้นถึงจุดอิ่มตัว และเมื่อถึงตอนนั้นการแก้ปัญหาในระบบอาจซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
การประคับประครองระบบอาจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าในตอนนี้ระบบ network ของเราในสถานะคับขัน แน่นอนการเปลี่ยนอะไรบางอย่างอาจเป็นเรื่องใหญ่เกินไป และซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นการประคับประครองจึงอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่า การหล่อเลี้ยงระบบด้วยฟองสบู่แบบมีนัยสำคัญ อาจเป็นทางออกที่ดูดีง่าย และการหยุดพักการทำฟองสบู่ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมและทำอย่างชาญฉลาด เหมือนการทำให้ติดลมบน ระบบสามารถขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหล เหล่านี้อาจเป็นเรื่องง่ายหากเราเป็นผู้จัดการและบริหารอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในทางที่เป็นได้ เราไม่สามารถเป็นผู้จัดการและบริหารได้อย่างตลอดมีการเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการแก้ไขนี้จึงยังใช้ไม่ได้ มันเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น
นโยบาย I ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามวงจรของระบบการกำหนดค่าตัวแปรต่างๆตามหลักทฤษฎี การเพิ่มหรือลดปัจจัยในนโยบาย I นั้นเป็นดัชนีกล่าวคือการเพิ่มหรือลดสำหรับการใส่ปัจจัยอื่นๆในแต่ละครั้งที่ใส่ดัชนีจะบอกหรือชี้วัดว่า มีประโยชน์เพิ่ม หรือมีผลเสียเพิ่ม ในสัดส่วนเท่าไหร่โดยชี้วัดจากฐานข้อมูลในอดีตที่เคยปฎิบัติมา เป็นนโยบายที่ไม่ค่อยหวือหวานัก แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบ ดังนั้นการบริหารนโยบาย I จึงเป็นเรื่องที่เปราะบาง แต่ในบ้างครั้งหากเกิดปัญหาขั้นรุนแรง การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายก็ยากจะช่วยเหลือ เช่นกัน
การบริหารนโยบาย I กับ M จึงเป็นเรื่องยาก แล้วอย่างไร I กับ M จึงอยู่สภาวะที่สมดุล (balance and smooth) หากเราเป็นผู้บริหารอยู่แต่ฝ่ายเดียว และมีการกำหนดนโยบายแบบมีเป้าหมายระยะสั้นระยะยาวภายใต้กรอบและข้อจำกัด ที่คงที่ นั้นคือใน many cycle สามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ และมีการตรวจดูค่าความต่างจากกรอบเป้าหมายและมาปรับใช้ในการดำเนินการในครั้งต่อไป การทำแบบนี้เป็นเรื่องที่ละเอียด และต้องลงลึกในรายละเอียดของงานมาก ซึ่งในทางปฎิบัติจริงการบริหารระบบเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่มาก ดังนั้นผู้บริหารจึงควรต้องใช้ทีมงานที่เหมาะสมพิจารณาสถานการณ์ในทุกๆเวลา เพื่อความแม่นยำและสามารถกำหนดปัจจัยรายล้อมได้อย่างครบถ้วน จึงจะสามารถกำหนดกรอบ I กับ M ให้อยู่ในสภาวะสมดุล (balance and smooth)
ยกตัวอย่างเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการเฟ้อของเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่เงินเข้าไปในระบบโดยการลงทุนสร้างระบบขนส่งมวลชนเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างประโยชน์โดยอ้อม ในระหว่างที่การดำเนินการยังไม่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ จนถึงช่วงที่เกิดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงที่ว่างต่อระบบ ระบบต้องแบกภาระในขณะที่ระบบกำลังดำเนินอยู่ และเมื่อการดำเนินการเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว เศรษฐกิจจึงเริ่มมีความคล่องตัว จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นระบบ ช่วงเวลานี้ต้องรอให้ความสมดุลของคลังเริ่มกลับคืนมา 80% จึงค่อยทำการกระตุ้นระบบโดยการลงทุนต่อในการสร้างโรงผลิตน้ำมัน จะสังเกตได้ว่าการบริหารงานที่ดีต้องมีความผ่อนสั้นผ่อนยาว และมีความต่อเนื่องของงานและระบบ
หากนโยบาย I กับ M อยู่ในสภาวะสมดุล จะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่มีใครทราบเพราะ ณ ปัจจุบันการดำเนินการระบบคลังของแต่ละส่วนภาคคลังอยู่ในสภาวะสมดุลน้อย และ/หรือไม่สมดุล ผู้เขียนอยากยกตัวอย่างการเดินโดยทั่วไป หากเราเดินธรรมดาไม่มีสำภาระใดๆแน่นอนเราเดินได้เร็วและมีความคล่องตัว แต่หากเรามีความจำเป็นต้องถือสำภาระล่ะ แน่นอนเราเดินช้าลงและเราไม่คล่องตัว นั้นไงครับเหมือนคลังระบบ หากคลังแบกภาระหนักเกินไปคลังจะไม่คล่องตัวและถ้าแบกภาระหนักมากๆ นอกจากจะไม่คล่องตัวแล้วยังอาจเกิดความผิดพลาดเช่นอาจเกิดอุบัติเหตุ และคงไม่พ่นเรื่อง สภาพคล่อง
จุดพักและลดภาระเพื่อเดินทางต่อ จะเป็นไปได้ถ้านักเดินทางสามารถหาจุดพักเพื่อลดสัมภาระหรือวางทิ้งไว้และกลับมารับสัมภาระไป เพื่อเดินทางต่อ เมื่อเขียนถึงตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่คงคิดถึงการเติมสภาพคล่องในระบบ "การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง" นั้นเป็นการเพิ่มสัมภาระเมื่อเรากลับมารับภาระต่อ แน่นอนมันคือทางที่ผิด ยกเว้นผู้บริหารต้องการทิ้งสัมภาระนั้นไว้โดยไม่กลับมาดูแลอีก จุดรับและลดภาระในที่นี้จึงอาจไม่ใช้การกู้ยืมเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบแต่อย่างใด กลับกันการลดการก่อหนี้แต่หันกลับมาสร้างความมั่งคั่งในระบบโดยการยืนด้วยตนเองจึงเป็นอีกทางออกหนึ่ง คือส่วนภาคมีการติดต่อกับส่วนภาคอื่นมีการสร้างระบบและลงทุนจากการกู้ยืม แต่ยังไม่ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิม และเกษตรกรรมเดิม ดังนั้นการหยุดสร้างหนี้และหันมาใช้อุตสาหกรรมเดิม หรือเกษตรกรรมเดิมเป็นฐานในการสร้างความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ให้อุตสาหกรรมที่เกิดจากการสร้างหนึ้จากส่วนภาคอื่นดำเนินการต่อไปและค่อยๆลดภาระหรือสัมภาระลง นี้เป็นทางออกหนึ่งสำหรับจุดลดสัมภาระ
กุลยุทธ์ดังกล่าวเปรียบได้กับการเดินทางไกลที่ต้องแบกสัมภาระหลายอย่าง คือมีเครื่องสนาม เสื้อผ้า และอาหาร ทั้งสามอย่างมีความสำคัญต่อการเดินทาง เครื่องสนามหมายถึงสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินเดินทางที่เราไม่สามารถลดภาระลงได้คือภาระที่มีต่อส่วนภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสาร การเดินทางระหว่างส่วนภาค ร่วมถึงนโยบายระหว่างส่วนภาคอื่นๆ เสื้อผ้าคือสิ่งที่อยู่ติดตัวเรา เปรียบเหมือนประชากร และ/หรือลูกน้องที่เราต้องดูแล อาหารเปรียบเหมือนภาระที่เราสามารถสร้างและลดลง สามารถหาใหม่ได้ นั้นคือความสามารถในเชิงเศรษฐกิจ กลยุทธ์ต่างๆร่วมถึงการก่อหนี้ จะเห็นได้ว่ามีภาระที่เราสามารถลดลงได้ และไม่สามารถลดลงได้ภาระเชิงเศรษฐกิจเราสามารถลดลงได้ตามกลยุทธ์ จุดพักและลดภาระ
กลยุทธ์จุดพักและลดภาระ คือการสร้างกิจกรรมกิจการเพื่อทดแทน ภาระบางอย่างที่หนักหน่วงให้ผ่อนคลายลดลง โดยภาระอันหนักหน่วงนั้นเราเปรียบเสมือนการกู้ยืมเพื่อสร้างกิจกรรมกิจการแบบเร่งด่วน เพื่อกระตุ่นระบบ เพื่อความคล่องตัว เป็นแผนเศรษฐกิจเชิงรุก อาจมีระยะเวลาเป็น 10ปี ตามหลักเราเรียกว่าแผนระยะยาว และเมื่อแผนระยะยาวยังหนักหน่วงอยู่นั้น ผู้บริหารควรตั้งแผนระยะกลาง และสั้น สำหรับรองรับความหนักหน่วงของแผนระยะยาว เช่นการส่งเสริมสินค้าเกษตรตามศักยภาพ เป็นแผนระยะกลาง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแผนระยะสั้น โดยไม่ควรก่อหนี้อีก จนกระทั่งภาระอันหนักหน่วงอยู่ในจุดดุยภาพแล้วจึงทำการกระตุ่นระบบต่อตามศักยภาพของแต่ละส่วนภาค
เหมือนการแบกสัมภาระหลากหลายอย่าง และอาหารเป็นสิ่งที่สามารถหาแทนหาเพิ่มได้ในยามที่ขาดแน่นอนเมื่ออาหารหรือเสบียงหมดผู้เดินทางก็มักมีความคล่องตัวขึ้นในการเดินทาง และเมื่อมีความคล่องตัวขึ้นจึงสามารถคัดสรรหาอาหารชนิดอื่นมาทดแทนเสบียงเดิมที่หมดไป หากแต่เสบียงยังไม่หมดนักเดินทางทำการคัดสรรหาอาหารเพิ่มก็จะดูกะไรอยู่ อาหารอาจบูดเสียไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่กลยุทธ์จุดพักและลดภาระจากนักเดินทางจึงมีส่วนช่วยให้ M กับมาอยู่ในภาวะสมดุลกับ I การดำเนินงานจึงมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555
many circle is fasle
ต่อจาก blog of N (NPL) คราวนี้รองดู วงกลมหลายวงซ่อนกันไปซ่อนกันมา และค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น อาจเป็นเรื่องของ รายได้ประชาชาติ ผลผลิตมวลรวมของประเทศ อัตราเงินเฟ้อ และ/หรือความไม่ยอมแพ้กัน การไม่ยอมถูกเอาเปรียบกันในบางโอกาส จนหาที่จบ และ/หรือหยุดไม่ได้ จนเกิดเป็นวงกลมต่อเนื่องซ่อนกันหลากหลากวง และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั้นคือ ค่าของเงินในอดีต จะมีมูลค่าไม่เท่ากันปัจจุบัน หากเกิดขึ้นตามกลไกธรรมชาติ วงกลมซ่อนวงก็คงจะเกิดขึ้นในอัตราที่สมดุล และน่าจะมีจังหวะบางจังหวะที่นิ่ง แต่ในสภาวะที่กำลังเผชิญคือ มีการเก็งกำไร ความต้องการกำไรในสัดส่วนที่เท่าเดิมหรือมากขึ้น พฤติกรรมเรียนแบบ กล่าวคือ r1 เพิ่ม จะส่งผลให้ r2 เพิ่ม เท่านั้น หากเป็นเช่นนี้วงกลมต่อเนื่องจากอดีตที่ซ่อนกันหลากหลายวงก็จะมีช่วงเวลาที่นิ่งในขณะหนึ่ง แต่ถ้า r3 r4 เพิ่มตาม ทั้งนี้อาจเกิดจากพฤติกรรมเรียนแบบ ความไม่ยอมกัน ความเห็นแก่ตัวแก่ได้ วงกลมต่อเนื่องหลากหลายวงที่ต่อเนื่องจากอดีตก็จะขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจจะไม่มีวันสิ่นสุด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ G ที่เป็นผู้ประกาศและส่งเสริม r ทั้งหมดนั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และบางครั้งการใช้นโยบายกระตุ้นระบบ โดยใช้ M ในสัดส่วนที่ใช้กันในปัจจุบันมากกว่า I ไม่สามารถส่งเสริม r ทั้งหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นได้แค่ การสร้างภาพลักษณะกวงๆ ให้แก่ G เองเท่านั้น
Personalily บุคคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับตัวบุคคล การแสดงออกด้วยการเดิน การวิ่ง การพูด และสีหน้า เป็นส่วนหนึ่งของ Personalily เช่นเดียวกัน ภาพลักษณะของระบบ และ/หรือส่วนภาคก็เหมือนกัน การจัดองค์ประกอบของระบบ ให้ภายนอกดูดีก็มีส่วนสำคัญในการดึงดูด ความรู้สึกรัก ชอบ หากรองมองกลับกัน การในนโยบายแบบทุ่มนโยบาย โดยเน้นหนักในการดำเนินนโยบาย M เป็นหลัก ก็อาจเป็นการดำเนินนโนบายแบบ ย้อนกลับ กล่าวคือ ดำเนินนโยบายจากขั้นสุด และถอยลงมาขั้นกว่า จนมาถึงปัจจุบัน นั้นหมายความว่า กว่าจะเกิดการกระตุ้นระบบ E ก็ต้องใช้เวลานานพอควร และไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดผลกระตุ้นระบบ E เมื่อไหร่ ถือว่าเป็นนโยบายที่ค่อยข้างหวือหวา และเป็นแนวทางใหม่ในการดำเนินนโยบายระบบ E ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนแล้ว เป็นมุมมอง ณ ปัจจุบัน คือ ยังไม่ส่งผลกระตุ้นระบบ E แต่เป็นการกระตุ้นความอยาก ความคาดหวังผลกำไรเพิ่มขึ้นในทุกๆ section ไม่ว่าจะเป็น r1 r2 r3 หรือ r4 สรุป การกระตุ้นระบบ E โดยใช้นโยบาย M ส่งผลให้ P ในระบบเกือบทั้งหมด มีรายได้เท่าเดิม กลับกัน เงินเฟ้อกลับสูงขึ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง
วงกลมหลายวงเพิ่มขึ้นแบบ is fasle
โดยปกติแล้ว ตามความรู้สึกของการวาดภาพแบบทั่วไปโดยเฉพาะรูปวงกลมนั้น การวาดให้เป็นรูปวงกลมมากที่สุดรูปนั้นก็จะเป็นรูปที่สวย หรือสมบูรณ์แบบมากที่สุด แต่ในกรณีของ many cycle is fasle นั้นหากว่าการเพิ่มขึ้นของวงกลมนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นที่สมดุลคือเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัยหนึ่งเขามากระทบ และปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นตามไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ภายในช่วงเวลาที่สมติฐานว่าปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวอาจมีการเพิ่มขึ้นลดลง ตามการประมาณการ หากเป็นการเพิ่มขึ้นที่ภาพโดยรวมของรูปมีลักษณะสมดุลภายในช่าวระยะเวลา แล้ว ตามทฤษฎีจะถือว่าวงกลมนั้น is fasle กล่าวคือ อาจมีการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในสินค้าบางกลุ่ม และการเพิ่มขึ้นของสินค้าในรายบางกลุ่มนั้นก็ไม่สมเหตุสมผลต่อระบบโดยรวม ทั้งที่การดำเนินการกระตุ้นระบบนั้นดำเนินการกระตุ้นระบบเพื่อต้องการให้เกิดผลกระทบในบางส่วนภาคที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
จากภาพใหม่ นี้คือ thiple cycle network หรือวงจรเครือข่ายแบบหลายส่วนภาค ผู้เขียนแทบคิดไม่ออกว่าหากเรานำชาร์ดของแต่ละส่วนภาคเข้ามากต่อและเชื่อมโยงกันโดยที่กำหนดเฉพาะปัจจัยที่มีผลเชื่อมโยงในระหว่างส่วนภาคมันจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนรูปที่ออกมามันจะแสดงถึงความยุ่งยากและซับซ้อนของความสัมพันธ์ และสามารถบอกถึงความเจริญ ความก้าวหน้า ต่อ การลงทุนเพื่อที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยที่ปัจจัยรายล้อมที่นำมาแสดงต้องมีความสัมพันธ์กันในทุกส่วนภาค นั้นแสดงถึงปัจจัยรายล้อมใดบ้างที่กำลังยึดเหนี่ยวความเจริญเติบโตของเครือข่ายอยู่ และแน่นอนพอผู้บริหารทราบก็จะสามารถกำหนดกลยุทธ์เป้าหมาย และปรับปรุงแก้ไขปัญหาในเครือข่ายได้
การให้ความสำคัญส่วนภาคอื่น เหมือนเป็นส่วนภาคของตนเองมีความสำคัญมาก ระบบเงื่อนอุปทานในระบบ tpiple cycle network นั้นมีความสำคัญเหมือนส่วนภาคอื่นๆ เป็นหุ่นส่วนชีวิตแน่นอนหากเกิดผลกระทบทางระบบเราก็จะมีผลกระทบไปด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น และการกำหนด cycle และปัจจัยรายล้อม จึงต้องสร้างและให้ความสำคัญกับศักยภาพที่มีอยู่ หากอะไรที่มีศักยภาพเหมือนกัน ปัจจัยรายล้อม และผลกระทบก็ควรกำหนดให้เหมือนกัน ปัจจัยรายล้อมที่แท้จริงของ Tpiple cycle network จึงไม่ใช้รูปวงกลม แต่จะเป็นรูปเส้นรอบวงของวงกลมสามวง จึงควรที่จะมีการคำนวณและปรับปรุงค่าตัวแปรของปัจจัยรายล้อม เช่น r มี 2 g มี 2 b 1 ตัวแปรค่าในการปรับปรุงจึงเป็น เศษ1ส่วน2 ยกตัวอย่างแต่ละส่วนภาคมีการผลิตรถยนต์ในอัตราที่ไม่เท่ากัน ผลประโยชน์ผลเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรคำนวณปรับปรุงค่าตัวแปรให้มีระดับเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถระบุตำแหน่งปัจจัยรายล้อมได้
ดังนั้น tpiple cycle network จะสามารถบอกกับเราได้ว่าส่วนภาคไหนมีศักยภาพในเชิงการผลิตมากเท่าใด มีทิศทางในการดำเนินระบบแบบไหน มีศักยภาพเด่นหรือด้วยมากกว่าเรามากเพียงใด และเรามีความสำคัญกับส่วนภาคอื่นๆ มากเท่าใด อย่างไรก็ตามการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่เหมือนกันให้เป็นปัจจัยเดียวกัน เปรียบเสมือนวงจรสามวงเป็นวงกลมเดียวกับและการเจริญเติบโตของปัจจัยรายล้อมจากส่วนภาคนั้นก็คือการเจริญเติบโตของเรา เช่นเดียวกันปัจจัยรายล้อมใดที่เราไม่มีก็เปรียบเสมือนว่ามีเพราะได้รับมาจากส่วนภาคอื่น แต่เราจะกำหนดตัวเลขในปัจจัยรายล้อมเป็น 1 ซึ่งเลข 1 ทำไรไม่ได้ในเชิงการคำนวณใน ณ ที่นี้ อาจดูเป็นเรื่องยากเกินความสามารถของคณะบุคคลและ การทำแบบนี้เพื่อเป็นเชตระบบ เพื่อรองรับปัญหา Domino UnStable นั้นเอง
และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเป็น many stable cycle network นั้นคือการก่อตั้งสหภาพที่มีเสถียรภาพ แน่นอนความยุ่งยากในการกำหนดปัจจัย และการบริหารงาน many stable cycle network ก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีการกำหนดปัจจัยรายล้อม จุดดีจุดด้อยของแต่ละส่วนภาค และทำให้รัดคุมที่สุดเพื่อที่จะทำให้วงกลมหลายๆวงนั้นเป็นเสมือนวงกลมเดียวกัน การทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการนำเอากิจกรรมหลายๆอย่างมาร่วมและประกอบเข้ากัน เป็นหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญร่วมกัน ทุกๆส่วนภาคต้องให้ความสำคัญกับส่วนภาคอื่นเท่ากันเหมือนเป็นตนเอง ไม่งั้นจะเกิด many unstable cycle network ทันที
many unstable cycle network เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น หรือการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่ไม่สมดุลกับส่วนภาคใน cycle ทำให้รับรู้ข้อมูลปัจจัยทางกายภาพผิด การแข่งขันกันเองอย่างไม่มีระบบระเบียง นโยบายเศรษฐกิจแบบเห็นแก่ได้เพื่อส่วนภาคตนเอง กล่าวว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิด many unstable cycle network
การไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น เกิดขึ้นจากการเข้ามาเป็นสหภาพใน cycle แต่ไม่มีการกำหนดปัจจัยร่วมกัน จึงทำให้เกิดการไม่รับรู้ส่วนได้ส่วนเสียในระบบ ทำให้เกิดการดำเนินนโยบายแบบตามใจตนเองขึ้น แน่นอนการดำเนินนโยบายส่วนภาคที่ผิดจะทำให้ชาร์ดในระบบ cycle โตผิดปกติเพียงส่วนภาคเดียวเป็นเวลานาน แทนที่จะโตแบบเป็นวัฎจักรแบบทั่วกัน
ดังนั้นการเติบโตแบบเต็มรูปแบบในสหภาพจึงเกิดขึ้น ในหนึ่งรอบการดำเนินนโยบาย แน่นอนเราต้องคาดหวังสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ 80ส่วน จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต 20ส่วน และในทางปฎิบัติ สัดส่วนขอการเจริญเติบโตไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นรูปวงกลมเสมอไป เพียงแต่ควรจะมีสัดส่วนการเจริญเติบโต จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต กระทบไปถึงส่วนภาคอื่นด้วย และสัดส่วนนั้นอาจจะมากหรือน้อยกว่า 80ส่วนก็ได้ เพราะในการดำเนินนโยบายจริงยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ผู้ดำเนินนโยบายไม่สามารถควบคุมและคาดเดาได้ การปฎิบัตินโยบาย "Us หรือ I am you" จะช่วยให้ดำเนินการในระบบ Tpiple cycle network ได้
Us หรือ I am you คือการรับรู้หรือเข้าใจถึงสถานภาพอื่นของส่วนภาคอื่นในสหภาพ เปรียบเสมือนการเข้าใจถึงปัญหาของเราและของเขาอย่างแท้จริง เพื่อการวางนโยบายที่ถูกต้องสามารถกำหนดจุดยืนของส่วนภาคตนเองได้อย่างถูกต้องไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป ดำเนินนโยบายตามกำลังที่แท้จริง ดังนั้น Us หรือ I am you จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกำหนดกรอบหน้าที่ ความรับผิดชอบในส่วนภาคเรา และต่อส่วนภาคอื่น ส่วนภาคที่เข้าใจส่วนภาคอื่นมากที่สุดจะสามารถประมาณ Tpiple cycle network ได้ตามความเข้าใจจากส่วนภาคตนเอง ดังนั้นชาร์ดที่ทำการประมาณของแต่ละส่วนภาคจึงอาจไม่เหมือนกัน แต่อาจมีทิศทางไปในทางเดียวกันเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่อไป
ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ดำเนินนโยบายของส่วนภาคตนเองที่มีต่อส่วนภาคอื่นได้คือการบริหารจัดการโดยแบ่งแยกความเป็นตัวเอง กับนโยบายเชิงเศรษฐกิจออกจากกันโดยสิ้นเชิงก่อน เพื่อตรวจสอบว่าส่วนภาคเรามีความเป็นตัวเองเป็นอย่างไร มีกลยุทธ์และชั้นเชิงในการแข่งขันขนาดไหน เมื่อได้ค่าสูงสุดของทั้งสองปัจจัยแล้ว ผู้บริหารส่วนภาคค่อยหาอุปสงค์และอุปทานของทั้งสองปัจจัย เมื่อพบจุดตัดกันนั้นแสดงว่าเป็นจุดดุลยภาพ ส่วนภาคอาจมีศักยภาพสูงสุด ปานกลาง หรือต่ำสุดจากที่ประมาณการไว้ แต่นั้นคือคุณภาพสูงสุดเมื่อส่วนภาคเรายืนอยู่ในสหภาพภายใต้ การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ภายใต้การแสวงหากำไรและผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า ทั้งนี้ไม่ใช้การเกิดต้นทุนเสียโอกาสในการลงทุน แต่การลงทุนเกินกว่าจุดดุลยภาพนี้อาจเกิด "ฟอง" ซึ่งเป็นเหมือนสูญญากาศที่อาจไร้ความหมาย
อนึ่งความผิดพลาดที่ทำให้เกิด NPL ในอดีตนั้นอาจเกิดจาก ความผิดพลาดในทางบัญชี กล่าวคือมีการบันทึกในหมวดอสังหาริมทรัพย์สูงเกินความเป็น และมีมูลค่าเกินกว่าความเป็นจริง G ให้การส่งเสริมและ
สนับสนุนในภาคอสังหาริมทรัพย์มากเกิน และการส่งเสริมนั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้ในส่วนนี้
วงกลมหลายวงเพิ่มขึ้นแบบ is fasle
โดยปกติแล้ว ตามความรู้สึกของการวาดภาพแบบทั่วไปโดยเฉพาะรูปวงกลมนั้น การวาดให้เป็นรูปวงกลมมากที่สุดรูปนั้นก็จะเป็นรูปที่สวย หรือสมบูรณ์แบบมากที่สุด แต่ในกรณีของ many cycle is fasle นั้นหากว่าการเพิ่มขึ้นของวงกลมนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นที่สมดุลคือเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัยหนึ่งเขามากระทบ และปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นตามไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ภายในช่วงเวลาที่สมติฐานว่าปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวอาจมีการเพิ่มขึ้นลดลง ตามการประมาณการ หากเป็นการเพิ่มขึ้นที่ภาพโดยรวมของรูปมีลักษณะสมดุลภายในช่าวระยะเวลา แล้ว ตามทฤษฎีจะถือว่าวงกลมนั้น is fasle กล่าวคือ อาจมีการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในสินค้าบางกลุ่ม และการเพิ่มขึ้นของสินค้าในรายบางกลุ่มนั้นก็ไม่สมเหตุสมผลต่อระบบโดยรวม ทั้งที่การดำเนินการกระตุ้นระบบนั้นดำเนินการกระตุ้นระบบเพื่อต้องการให้เกิดผลกระทบในบางส่วนภาคที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
สาเหตุ หรือมูลเหตุที่ทำให้วงกลมหลายวงซ่อนกัน is fasle ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความรู้สึกหลายๆความรู้สึกที่อยู่ต่างสถานที่ต่างวิถีทาง และต่างการกระทำ มีความความต้องการอยากให้เกิดความสมดุลอย่างพร้อมๆกัน โดยความอยากให้เกิดความสมดุลอยากเหมือนๆกันนั้นไม่มีเหตุผลเพียงแต่เป็นคุณค่าทางความรู้สึกเท่านั้น หากเปรียบเทียบก็อาจจะเหมือนกับคนตัวสูงกับคนตัวเตี้ย แน่นอนว่าคนตัวเตี้ยก็อาจจะอยากสูงสูงเท่าๆหรือสูงกว่าคนที่ตัวสูงกว่าทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพทางกายภาพ พันธุ์กรรม หรือปัจจัยอื่นๆ ดังนั้นปรากฎการณ์ Balance not reason จึงเกิดขึ้นและกายเป็น cycle is fasle
อย่างไรจึงจะถือว่าเป็น cycle is ture สำหรับผู้เขียนแล้ว cycle is ture นั้นมีหลากหลายรูปแบบครับ ไม่มีความตายตัว อาจจะเป็นกลุ่มวงกลมที่เป็นระเบียง หรือไม่เป็นระเบียง และวงกลมหลายวงเหล่านั้นสร้างภาพรวมที่เกิดขึ้น กลายเป็นวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ หมายความว่าอาจจะไม่มีความเป็นวงกลม หรืออาจเป็นวงกลมที่เบี่ยวๆบูดๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ parelo principle 80/20 rule "สิ่งที่เราหว่านผลออกไป 20 ส่วน จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ 80 ส่วน นั้นหมายความว่า หากนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเป็นผลโดยมาตรฐานแล้ว ก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในด้านต่างๆ 80 ส่วนจาก 20 ส่วนใน 100 ทั้งนี้ตามความคิดเห็นของผู้เขียนแล้ว อาจเกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว อาจไม่ถึง 80 ส่วน นั้นหมายความว่า การดำเนินการในระบบยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ปัจจัยในระบบเศรษฐกิจนั้น ค่อนข้างมากเราอาจเปรียบได้ว่าปัจจัยเหล่านั้นเป็นวงกลมแบบต่างๆที่ค่อยล้อมระบบไว้ ดังนั้นหากนำ กฎแห่งความไม่สมดุล ก็น่าจะมี 80/20 ในปริมาณที่มาก มากจนล้อมระบบจนกลายเป็นวงกลม อาจเป็นวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ หรือวงกลมที่สมบูรณ์ก็ได้
นี้คือวงกลมหลายวงซ่อนกันที่ is ture ผู้เขียนต้องการทำภาพให้แสดงออกว่าบางครั้ง วงกลม is ture นั้นอาจไม่มีภาพลักษณะโดยรวมเป็นวงกลมก็ได้ ทั้งนี้วงกลม is ture เกิดจากความไม่สมดุล คือเมื่อมีปัจจัยหนึ่งมากระทบและทำให้ปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้น บางครั้งปัจจัยข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามก็ได้ นั้นหมายความว่าการดำเนินงานในระบบเศรษฐกิจเป็นไปตามหลักทฤษฎีทั้งเก่าและใหม่ และไม่มีปัจจัยที่ไม่คาดคิดหรือควบคุมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง และการดำเนินงานดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ที่ทำให้ปัจจัยข้างเคียงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลและไม่สมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตามในหนึ่งระบบก็มักมีปัจจัยที่มีผลกระทบรายล้อมอยู่ และการกระทำหนึ่งก็จะส่งผมกระทบต่อเหตุการณ์หนึ่ง ดังนั้นเราอาจจะลองมาทำความเข้าใจกับ cycle ในระบบอย่างง่ายก่อน
การเติมอะไรบ้างอย่างเข้าไปหรือลงไปในถ้วยหรือชาม สิ่งที่ถูกคาดหวังขึ้นมาก็คือ แน่นอนว่าปริมาณวัสดุในนั้นต้องควรมีปริมาณเท่าเดิม แต่หากเรามองในแง่ของธุรกิจล่ะ แน่นอนสิ่งที่เราเติมเข้าไปนั้นก็ควรจะต้องเท่าเดิม หรือมากกว่า และการที่เราใส่ปัจจัยเข้าไปในระบบ 20ส่วน สิ่งที่เราควรจะคาดหวังก็ควรที่จะเป็น 80ส่วน เพื่อความสมดุล ตามกฎแห่งความไม่สมดุลเช่นกัน ภาพดังกล่าวเป็นภาพระบบที่มีปัจจัยรายล้อม และมีการใส่ปัจจัย 1 และก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก 1 ปัจจัย โดยปัจจัยรายล้อมระบบอาจได้รับผลกระทบ 1 หรือ 2 ส่วนก็ได้
จะเห็นว่ามีอาจมีปัจจัยในเรื่องของสับเซตในการบอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ โดยสับเซตนั้นจะบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหนึ่งๆที่มีผลกระทบในเชิงธุรกิจ โดยอาจเป็นในแง่บวกหรือแง่ลบก็ได้ อะไรที่ทำให้เกิด cycle is fasle แน่นอนอาจเป็นกลไกบางอย่างที่ทางระบบใส่ปัจจัยเข้าไป แต่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก หรืออาจมีปริมาณไม่ถึงสัดส่วนที่กำหนดไว้ โดยปัจจัยที่ทำให้เกิด cycle is fasle อาจเป็นกลไกทางจิตวิทยา ในด้านพฤติกรรมเรียนแบบ ทำนองที่ว่าเมื่อการส่งเสริม 1ส่วน อาจมีผลกระทบต่อปัจจัยรายล้อม r1 r2 แต่ r3 r4 ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และตามพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้วเมื่อยังไม่หมดแรงขับ หรือความต้องการ เขาเหล่านั้นก็จะคิดวิธีการและลู่ทางในการกระทำบางอย่างเพื่อที่จะได้รับการส่งเสริม โดยลู่ทางนั้นอาจเป็นลู่ทางที่ถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ดังนั้นความต้องการในบางอย่างที่เหมือนกัน อาจทำให้ r3 r4 ขยายวง และทำให้เกิดภาพของวงกลมโดยรวมที่สมบูรณ์แบบนั้นเอง
ผู้จัดการระบบประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินบางส่วนออกนอกระบบ ส่งผลกระทบให้การลงทุนในตลาดลดลง ขนาดเดียวกัน การให้สินเชื่อกับเพิ่มสูงขึ้นจากการส่งเสริม จากข้อมูลนี้เราจะเขียนแผนภูมิ cycle of cycle อย่างไร
จากข้อมูลการประกาศลดดอกเบี้ย เป็นมาตรการดี ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน(r1 ,r2) สมมุติว่าเป็นมาตรการดี 20 ส่วน และการประกาศมาตรการดี 20 ส่วนนี้ ส่งผลกระทบต่อระบบการให้สินเชื่อและราคาอสังหาริมทรัพย์(r3 , r4) เพิ่มขึ้นอีก 80 ส่วน แต่การที่นโยบายสินเชื่อได้รับการส่งเสริมนั้นบางครั้งเราอาจมองว่าได้รับการส่งเสริมจนเกินกว่าศักยภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจัยนี้ก็อาจเกิดฟอกสบู่ขึ้นมาได้ ทั้งนี้กำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ เช่นค่าเช่าหรือรายได้จากหมวดอสังหาริมทรัพย์คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตาม
อย่างไรก็ดีผู้เขียนไม่ต้องการให้ ผู้คนสามารถเขียนแผนภูมิได้ แต่ผู้คนควรมีความเข้าใจในเรื่องของปัจจัยหรือการปฎิบัติแบบใดบ้างที่มีผล cycle is fasle หรือ cycle is tule เนื่องจากการเขียนแผนภูมิยังต้องมีการกำหนดปัจจัยหลากหลาย ทั้งนี้การกำหนดปัจจัยเหล่านี้ก็มีความคาดเคลื่อนหรือส่วนเบี่ยงเบนสูง และการลงตำแหน่งในแผนภูมิก็มีตำแหน่งในการวางตำแหน่งที่ไม่แน่นอน การทำความเข้าใจว่าทำไมจึงมีหรือเป็นสาเหตุของปัญหาจึงสำคัญที่สุด มากกว่าการเขียนแผนภูมิเพราะปัญหาเหล่านี้อาจเป็นมูลเหตุหรือต้นเหตุของการเกิดสภาวะหนี้สาธารณะ การดำเนินนโยบายแบบเชิงรุกของผู้คุมระบบ ซึ่งลักษณะเหมือนการถมที่ ที่ถมยังไงก็ไม่เต็ม P จึงมีส่วนสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจและร่วมปฎิบัติตามการแก้ปัญหา โดยการปลูกผังคำว่า"พอ" ในจิตใต้สำนึกก่อน
เป้าหมาย การวางเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญในการชี้วัดความประสบความสำเร็จ สำหรับ ใน many cycle ก็เช่นกัน การวางเป้าหมายจะเป็นตัวชี้วัดและคอยผลักดันแผนกางานต่างๆให้ประสบความสำเร็จ และจากรูปชาร์ด many cycle รูปที่สอง ก็สามารถกล่าวได้ว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอุตสาหกรรมคู่ขนานกันเพียง 20ส่วน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อม 80 ส่วน ในขนาดที่เราวางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องลงทุนอีก 60 ส่วนจึงจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อม ในระดับ 240 ส่วน หรือในระดับเป้าหมายที่วางไว้ นั้นคือ cycle ที่ลอยโดดออกมาไม่ต่อเนื่องจาก cycle อื่นนั้นคือกรอบเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในการดำเนินงานจริงยังส่งผลไม่น่าพึงพอใจนักเนื่องจากระดับของ cycle คู่ขนาดไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน 20ส่วน กับ 80ส่วน แต่เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 50ส่วน กับ 50ส่วน และในการดำเนินงานโดยทั่วๆไปก็เป็นเช่นนั้นโดยส่วนใหญ่ ส่วนกลุ่ม many cycle อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเป้าหมายที่วางไว้หากลงทุนในกิจกรรมนั้น 20 ส่วน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม สามแขนงหลัก ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในรถรถไฟฟ้า ที่เป็นระบบขนส่งมวลชน เป็นการลงทุนระยะยาว และจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม 80 ส่วน ในสามกิจกรรมในเวลาไล่เลี่ยกัน คือลดต้นทุนการใช้น้ำมัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ร้านค้าร้านอาหาร
จากภาพใหม่ นี้คือ thiple cycle network หรือวงจรเครือข่ายแบบหลายส่วนภาค ผู้เขียนแทบคิดไม่ออกว่าหากเรานำชาร์ดของแต่ละส่วนภาคเข้ามากต่อและเชื่อมโยงกันโดยที่กำหนดเฉพาะปัจจัยที่มีผลเชื่อมโยงในระหว่างส่วนภาคมันจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนรูปที่ออกมามันจะแสดงถึงความยุ่งยากและซับซ้อนของความสัมพันธ์ และสามารถบอกถึงความเจริญ ความก้าวหน้า ต่อ การลงทุนเพื่อที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยที่ปัจจัยรายล้อมที่นำมาแสดงต้องมีความสัมพันธ์กันในทุกส่วนภาค นั้นแสดงถึงปัจจัยรายล้อมใดบ้างที่กำลังยึดเหนี่ยวความเจริญเติบโตของเครือข่ายอยู่ และแน่นอนพอผู้บริหารทราบก็จะสามารถกำหนดกลยุทธ์เป้าหมาย และปรับปรุงแก้ไขปัญหาในเครือข่ายได้
อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาเกินไปหากเราจะรวมสามส่วนภาคเข้าเป็นหนึ่ง เพื่อให้เกิด most of many cycle มันเป็นเหมือนการร่วมกลุ่มของสามส่วนภาคเข้าเป็นหนึ่ง และแบ่งการดำเนินกิจกรรมออกเป็นสามกิจการ แต่มีความผูกพันธ์กัน มีผลกระทบถึงกันทั้งในด้านดีและไม่ดี จากภาพเป็น most of many cycle ในเชิงการอุปมาการเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงส่วนผูกพันธ์ว่า หาก g ลงทุนเพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์แล้วอีกสองส่วนภาคคือ r กับ b จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนในกิจกรรมของ g ดังกล่าวจาก 20 ส่วน เป็น 80 ส่วน ซึ่งในทางปฎิบัติต้องคำนวณให้มีความเป็นไปได้เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลขาดทุนกำไร
การให้ความสำคัญส่วนภาคอื่น เหมือนเป็นส่วนภาคของตนเองมีความสำคัญมาก ระบบเงื่อนอุปทานในระบบ tpiple cycle network นั้นมีความสำคัญเหมือนส่วนภาคอื่นๆ เป็นหุ่นส่วนชีวิตแน่นอนหากเกิดผลกระทบทางระบบเราก็จะมีผลกระทบไปด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น และการกำหนด cycle และปัจจัยรายล้อม จึงต้องสร้างและให้ความสำคัญกับศักยภาพที่มีอยู่ หากอะไรที่มีศักยภาพเหมือนกัน ปัจจัยรายล้อม และผลกระทบก็ควรกำหนดให้เหมือนกัน ปัจจัยรายล้อมที่แท้จริงของ Tpiple cycle network จึงไม่ใช้รูปวงกลม แต่จะเป็นรูปเส้นรอบวงของวงกลมสามวง จึงควรที่จะมีการคำนวณและปรับปรุงค่าตัวแปรของปัจจัยรายล้อม เช่น r มี 2 g มี 2 b 1 ตัวแปรค่าในการปรับปรุงจึงเป็น เศษ1ส่วน2 ยกตัวอย่างแต่ละส่วนภาคมีการผลิตรถยนต์ในอัตราที่ไม่เท่ากัน ผลประโยชน์ผลเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรคำนวณปรับปรุงค่าตัวแปรให้มีระดับเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถระบุตำแหน่งปัจจัยรายล้อมได้
ดังนั้น tpiple cycle network จะสามารถบอกกับเราได้ว่าส่วนภาคไหนมีศักยภาพในเชิงการผลิตมากเท่าใด มีทิศทางในการดำเนินระบบแบบไหน มีศักยภาพเด่นหรือด้วยมากกว่าเรามากเพียงใด และเรามีความสำคัญกับส่วนภาคอื่นๆ มากเท่าใด อย่างไรก็ตามการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่เหมือนกันให้เป็นปัจจัยเดียวกัน เปรียบเสมือนวงจรสามวงเป็นวงกลมเดียวกับและการเจริญเติบโตของปัจจัยรายล้อมจากส่วนภาคนั้นก็คือการเจริญเติบโตของเรา เช่นเดียวกันปัจจัยรายล้อมใดที่เราไม่มีก็เปรียบเสมือนว่ามีเพราะได้รับมาจากส่วนภาคอื่น แต่เราจะกำหนดตัวเลขในปัจจัยรายล้อมเป็น 1 ซึ่งเลข 1 ทำไรไม่ได้ในเชิงการคำนวณใน ณ ที่นี้ อาจดูเป็นเรื่องยากเกินความสามารถของคณะบุคคลและ การทำแบบนี้เพื่อเป็นเชตระบบ เพื่อรองรับปัญหา Domino UnStable นั้นเอง
และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเป็น many stable cycle network นั้นคือการก่อตั้งสหภาพที่มีเสถียรภาพ แน่นอนความยุ่งยากในการกำหนดปัจจัย และการบริหารงาน many stable cycle network ก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีการกำหนดปัจจัยรายล้อม จุดดีจุดด้อยของแต่ละส่วนภาค และทำให้รัดคุมที่สุดเพื่อที่จะทำให้วงกลมหลายๆวงนั้นเป็นเสมือนวงกลมเดียวกัน การทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการนำเอากิจกรรมหลายๆอย่างมาร่วมและประกอบเข้ากัน เป็นหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญร่วมกัน ทุกๆส่วนภาคต้องให้ความสำคัญกับส่วนภาคอื่นเท่ากันเหมือนเป็นตนเอง ไม่งั้นจะเกิด many unstable cycle network ทันที
many unstable cycle network เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น หรือการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่ไม่สมดุลกับส่วนภาคใน cycle ทำให้รับรู้ข้อมูลปัจจัยทางกายภาพผิด การแข่งขันกันเองอย่างไม่มีระบบระเบียง นโยบายเศรษฐกิจแบบเห็นแก่ได้เพื่อส่วนภาคตนเอง กล่าวว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิด many unstable cycle network
การไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น เกิดขึ้นจากการเข้ามาเป็นสหภาพใน cycle แต่ไม่มีการกำหนดปัจจัยร่วมกัน จึงทำให้เกิดการไม่รับรู้ส่วนได้ส่วนเสียในระบบ ทำให้เกิดการดำเนินนโยบายแบบตามใจตนเองขึ้น แน่นอนการดำเนินนโยบายส่วนภาคที่ผิดจะทำให้ชาร์ดในระบบ cycle โตผิดปกติเพียงส่วนภาคเดียวเป็นเวลานาน แทนที่จะโตแบบเป็นวัฎจักรแบบทั่วกัน
ดังนั้นการเติบโตแบบเต็มรูปแบบในสหภาพจึงเกิดขึ้น ในหนึ่งรอบการดำเนินนโยบาย แน่นอนเราต้องคาดหวังสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ 80ส่วน จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต 20ส่วน และในทางปฎิบัติ สัดส่วนขอการเจริญเติบโตไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นรูปวงกลมเสมอไป เพียงแต่ควรจะมีสัดส่วนการเจริญเติบโต จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต กระทบไปถึงส่วนภาคอื่นด้วย และสัดส่วนนั้นอาจจะมากหรือน้อยกว่า 80ส่วนก็ได้ เพราะในการดำเนินนโยบายจริงยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ผู้ดำเนินนโยบายไม่สามารถควบคุมและคาดเดาได้ การปฎิบัตินโยบาย "Us หรือ I am you" จะช่วยให้ดำเนินการในระบบ Tpiple cycle network ได้
Us หรือ I am you คือการรับรู้หรือเข้าใจถึงสถานภาพอื่นของส่วนภาคอื่นในสหภาพ เปรียบเสมือนการเข้าใจถึงปัญหาของเราและของเขาอย่างแท้จริง เพื่อการวางนโยบายที่ถูกต้องสามารถกำหนดจุดยืนของส่วนภาคตนเองได้อย่างถูกต้องไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป ดำเนินนโยบายตามกำลังที่แท้จริง ดังนั้น Us หรือ I am you จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกำหนดกรอบหน้าที่ ความรับผิดชอบในส่วนภาคเรา และต่อส่วนภาคอื่น ส่วนภาคที่เข้าใจส่วนภาคอื่นมากที่สุดจะสามารถประมาณ Tpiple cycle network ได้ตามความเข้าใจจากส่วนภาคตนเอง ดังนั้นชาร์ดที่ทำการประมาณของแต่ละส่วนภาคจึงอาจไม่เหมือนกัน แต่อาจมีทิศทางไปในทางเดียวกันเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่อไป
ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ดำเนินนโยบายของส่วนภาคตนเองที่มีต่อส่วนภาคอื่นได้คือการบริหารจัดการโดยแบ่งแยกความเป็นตัวเอง กับนโยบายเชิงเศรษฐกิจออกจากกันโดยสิ้นเชิงก่อน เพื่อตรวจสอบว่าส่วนภาคเรามีความเป็นตัวเองเป็นอย่างไร มีกลยุทธ์และชั้นเชิงในการแข่งขันขนาดไหน เมื่อได้ค่าสูงสุดของทั้งสองปัจจัยแล้ว ผู้บริหารส่วนภาคค่อยหาอุปสงค์และอุปทานของทั้งสองปัจจัย เมื่อพบจุดตัดกันนั้นแสดงว่าเป็นจุดดุลยภาพ ส่วนภาคอาจมีศักยภาพสูงสุด ปานกลาง หรือต่ำสุดจากที่ประมาณการไว้ แต่นั้นคือคุณภาพสูงสุดเมื่อส่วนภาคเรายืนอยู่ในสหภาพภายใต้ การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ภายใต้การแสวงหากำไรและผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า ทั้งนี้ไม่ใช้การเกิดต้นทุนเสียโอกาสในการลงทุน แต่การลงทุนเกินกว่าจุดดุลยภาพนี้อาจเกิด "ฟอง" ซึ่งเป็นเหมือนสูญญากาศที่อาจไร้ความหมาย
"ฟอง" ฟองที่เกิดขึ้นไม่ใช้สภาวะการเฟ้อของเงิน แต่เป็นการเฟ้อของกิจกรรมกิจการที่มากเกินขีดจำกัด แต่มีผลดีในระยะสั้นคืนสร้างเสริมระบบเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่งแต่ ในระยะยาวแล้วผลดีจะน้อยกว่าผลเสียนั้นคือสามารถสร้างเสริมระบบได้ แต่เกิดการหมักสะสมจนเป็นดินพอกหางหมู ซึ่งดินพอกหางหมูที่ว่านี้คือภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการผลิตแบบเกินตัว ทำลายระบบและความสมดุลในภายหลัง มูลค่าความเสียหายไม่มีใครสามารถประเมินได้ ยิ่งอยู่ในระบบ network แล้วยิ่งยากในการประมาณการเพราะอาจเกิดผลกระทบแบบ Domino effect คือเป็นลูกโซ่ไปเรื่อย ดังนั้นการประเมินส่วนภาคตัวเอง และการทำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เหมาะสม จึงเป็นกลไกสำหรับในการพัฒนาระบบแบบ network และการพัฒนาส่วนภาคตนเอง การปล่อยให้เกิดสูญญากาศแบบไร้ความหมายที่มีผลกระทบในภายหลังจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าลงทุน ในฐานะผู้จัดการระบบและนักลงทุน
อะไรคือดัชนีที่บ่งบอกว่า มันเกิด "ฟอง" แล้วเพราะบางครั้งเราเติบโตเกินตัวโดยไม่ทันสังเกตุตัวเองการเติบโตในมุมมองทั่วไปคือมีตัวเลขทางเศรษฐกิจดี แต่ในแง่กายภาพแล้วไม่มีคนทำงาน หรือไม่มีงาน สินค้าขึ้นราคาสูง โดยที่กายภาพทั่วไปไม่มีงาน ไม่มีสิ่งสนับสนุนในเกิดงาน แต่ในมุมมองนี้คือหนี้สิน ที่มีภาวะคงตัว ในขนาดที่การเติบโตทางระบบยังคงสมดุล หรือหนี้สินอาจมีภาวะเพิ่มขึ้นที่เป็นแนวโน้มระยะยาว แต่ในขนาดที่การเติบโตทางระบบยังคงสมดุล แน่นอนในการประกอบธุรกิจมีการสร้างหนี้ ก็ต้องมีการชำระหนี้ที่สมดุลกัน และหากปล่อยให้การสร้างหนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจถ้าเราเปรียบเทียบส่วนภาคเป็นอะไรที่เล็กลง ส่วนภาคที่เป็นอยู่ก็คือธุรกิจ ที่สร้างหนึ้เพิ่มขึ้น มีผลประกอบการในระดับสมดุล เมื่อเราวิเคราะห์ ratio แล้วจะพบว่าธุรกิจมีการเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้นคือมีสภาพคล่องน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
"ฟอง" ทำให้เกิดการเติบโต แบบก้าวกระโดด "ฟอง" ทำให้ขจัดความกังวลของนักลงทุน และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น ในระยะกลางหรือระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวแล้ว "ฟอง" จะค่อยๆฟ่อลงจนเห็นเนื้อแท้ของระบบ และหากไม่มีดัชนีชี้วัดล่ะ เราจะทราบได้อย่างไร นโยบายของผู้บริหารมีแต่กระตุ้นระบบ ไม่มีนโยบายปลดภาระ ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยจนหาที่หยุดไม่เจอ อัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้นแต่ประชาชนยังยากจน และอื่นๆ แต่กระนั้นมีสิ่งดีเกิดขึ้นก็ต้องมีสิ่งเสียปะปนอยู่สิ่งดี และนี้คือวิธีสังเกตจากลักษณะการต่างๆในส่วนภาคว่ามี"ฟอง"เกิดขึ้นหรือไม่
และท้ายที่สุดอาการทรุดตัวจะเกิดขึ้นหากเกิดการทรุดตัวของระบบ สิ่งที่ค้ำจุนอยู่หากเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเช่น หนี้สิน การเกิดภาวะขาดสภาพคล่องในระดับรุนแรงในภายหลัง การติดเชื้อ loan network แบบทั้งระบบอาจเกิดขึ้น และแน่นอนเหล่านั้นก็ต้องหล่อเลี้ยงกันไปตามเงื่อนอุปทาน สุดท้ายเป็นหนี้กันทั้งระบบ มีคำถามต่อมาถามว่าเม็ดเงินหายไปไหนอยู่กับใครและทำอะไรอยู่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






