วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

many circle is fasle

ต่อจาก blog of N (NPL) คราวนี้รองดู วงกลมหลายวงซ่อนกันไปซ่อนกันมา และค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น อาจเป็นเรื่องของ รายได้ประชาชาติ ผลผลิตมวลรวมของประเทศ อัตราเงินเฟ้อ และ/หรือความไม่ยอมแพ้กัน การไม่ยอมถูกเอาเปรียบกันในบางโอกาส จนหาที่จบ และ/หรือหยุดไม่ได้ จนเกิดเป็นวงกลมต่อเนื่องซ่อนกันหลากหลากวง และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั้นคือ ค่าของเงินในอดีต จะมีมูลค่าไม่เท่ากันปัจจุบัน หากเกิดขึ้นตามกลไกธรรมชาติ วงกลมซ่อนวงก็คงจะเกิดขึ้นในอัตราที่สมดุล และน่าจะมีจังหวะบางจังหวะที่นิ่ง แต่ในสภาวะที่กำลังเผชิญคือ มีการเก็งกำไร ความต้องการกำไรในสัดส่วนที่เท่าเดิมหรือมากขึ้น พฤติกรรมเรียนแบบ กล่าวคือ r1 เพิ่ม จะส่งผลให้ r2 เพิ่ม เท่านั้น หากเป็นเช่นนี้วงกลมต่อเนื่องจากอดีตที่ซ่อนกันหลากหลายวงก็จะมีช่วงเวลาที่นิ่งในขณะหนึ่ง แต่ถ้า r3 r4 เพิ่มตาม ทั้งนี้อาจเกิดจากพฤติกรรมเรียนแบบ ความไม่ยอมกัน ความเห็นแก่ตัวแก่ได้ วงกลมต่อเนื่องหลากหลายวงที่ต่อเนื่องจากอดีตก็จะขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจจะไม่มีวันสิ่นสุด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ G ที่เป็นผู้ประกาศและส่งเสริม r ทั้งหมดนั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และบางครั้งการใช้นโยบายกระตุ้นระบบ โดยใช้ M ในสัดส่วนที่ใช้กันในปัจจุบันมากกว่า I ไม่สามารถส่งเสริม r ทั้งหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นได้แค่ การสร้างภาพลักษณะกวงๆ ให้แก่ G เองเท่านั้น

อนึ่งความผิดพลาดที่ทำให้เกิด NPL ในอดีตนั้นอาจเกิดจาก ความผิดพลาดในทางบัญชี กล่าวคือมีการบันทึกในหมวดอสังหาริมทรัพย์สูงเกินความเป็น และมีมูลค่าเกินกว่าความเป็นจริง G ให้การส่งเสริมและ
สนับสนุนในภาคอสังหาริมทรัพย์มากเกิน และการส่งเสริมนั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้ในส่วนนี้

Personalily บุคคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับตัวบุคคล การแสดงออกด้วยการเดิน การวิ่ง การพูด และสีหน้า เป็นส่วนหนึ่งของ Personalily เช่นเดียวกัน ภาพลักษณะของระบบ และ/หรือส่วนภาคก็เหมือนกัน การจัดองค์ประกอบของระบบ ให้ภายนอกดูดีก็มีส่วนสำคัญในการดึงดูด ความรู้สึกรัก ชอบ หากรองมองกลับกัน การในนโยบายแบบทุ่มนโยบาย โดยเน้นหนักในการดำเนินนโยบาย M เป็นหลัก ก็อาจเป็นการดำเนินนโนบายแบบ ย้อนกลับ กล่าวคือ ดำเนินนโยบายจากขั้นสุด และถอยลงมาขั้นกว่า จนมาถึงปัจจุบัน นั้นหมายความว่า กว่าจะเกิดการกระตุ้นระบบ E ก็ต้องใช้เวลานานพอควร และไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดผลกระตุ้นระบบ E เมื่อไหร่ ถือว่าเป็นนโยบายที่ค่อยข้างหวือหวา และเป็นแนวทางใหม่ในการดำเนินนโยบายระบบ E ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนแล้ว เป็นมุมมอง ณ ปัจจุบัน คือ ยังไม่ส่งผลกระตุ้นระบบ E แต่เป็นการกระตุ้นความอยาก ความคาดหวังผลกำไรเพิ่มขึ้นในทุกๆ section ไม่ว่าจะเป็น r1 r2 r3 หรือ r4 สรุป การกระตุ้นระบบ E โดยใช้นโยบาย M ส่งผลให้ P ในระบบเกือบทั้งหมด มีรายได้เท่าเดิม กลับกัน เงินเฟ้อกลับสูงขึ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง

วงกลมหลายวงเพิ่มขึ้นแบบ is fasle

โดยปกติแล้ว ตามความรู้สึกของการวาดภาพแบบทั่วไปโดยเฉพาะรูปวงกลมนั้น การวาดให้เป็นรูปวงกลมมากที่สุดรูปนั้นก็จะเป็นรูปที่สวย หรือสมบูรณ์แบบมากที่สุด แต่ในกรณีของ many cycle is fasle นั้นหากว่าการเพิ่มขึ้นของวงกลมนั้นเป็นการเพิ่มขึ้นที่สมดุลคือเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัยหนึ่งเขามากระทบ และปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นตามไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ภายในช่วงเวลาที่สมติฐานว่าปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวอาจมีการเพิ่มขึ้นลดลง ตามการประมาณการ หากเป็นการเพิ่มขึ้นที่ภาพโดยรวมของรูปมีลักษณะสมดุลภายในช่าวระยะเวลา แล้ว ตามทฤษฎีจะถือว่าวงกลมนั้น is fasle กล่าวคือ อาจมีการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในสินค้าบางกลุ่ม และการเพิ่มขึ้นของสินค้าในรายบางกลุ่มนั้นก็ไม่สมเหตุสมผลต่อระบบโดยรวม ทั้งที่การดำเนินการกระตุ้นระบบนั้นดำเนินการกระตุ้นระบบเพื่อต้องการให้เกิดผลกระทบในบางส่วนภาคที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
สาเหตุ หรือมูลเหตุที่ทำให้วงกลมหลายวงซ่อนกัน is fasle ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความรู้สึกหลายๆความรู้สึกที่อยู่ต่างสถานที่ต่างวิถีทาง และต่างการกระทำ มีความความต้องการอยากให้เกิดความสมดุลอย่างพร้อมๆกัน โดยความอยากให้เกิดความสมดุลอยากเหมือนๆกันนั้นไม่มีเหตุผลเพียงแต่เป็นคุณค่าทางความรู้สึกเท่านั้น หากเปรียบเทียบก็อาจจะเหมือนกับคนตัวสูงกับคนตัวเตี้ย แน่นอนว่าคนตัวเตี้ยก็อาจจะอยากสูงสูงเท่าๆหรือสูงกว่าคนที่ตัวสูงกว่าทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพทางกายภาพ พันธุ์กรรม หรือปัจจัยอื่นๆ ดังนั้นปรากฎการณ์ Balance not reason จึงเกิดขึ้นและกายเป็น cycle is fasle

อย่างไรจึงจะถือว่าเป็น cycle is ture สำหรับผู้เขียนแล้ว cycle is ture นั้นมีหลากหลายรูปแบบครับ ไม่มีความตายตัว อาจจะเป็นกลุ่มวงกลมที่เป็นระเบียง หรือไม่เป็นระเบียง และวงกลมหลายวงเหล่านั้นสร้างภาพรวมที่เกิดขึ้น กลายเป็นวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ หมายความว่าอาจจะไม่มีความเป็นวงกลม หรืออาจเป็นวงกลมที่เบี่ยวๆบูดๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ parelo principle 80/20 rule "สิ่งที่เราหว่านผลออกไป 20 ส่วน จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ 80 ส่วน นั้นหมายความว่า หากนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเป็นผลโดยมาตรฐานแล้ว ก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในด้านต่างๆ 80 ส่วนจาก 20 ส่วนใน 100 ทั้งนี้ตามความคิดเห็นของผู้เขียนแล้ว อาจเกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว อาจไม่ถึง 80 ส่วน นั้นหมายความว่า การดำเนินการในระบบยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ปัจจัยในระบบเศรษฐกิจนั้น ค่อนข้างมากเราอาจเปรียบได้ว่าปัจจัยเหล่านั้นเป็นวงกลมแบบต่างๆที่ค่อยล้อมระบบไว้ ดังนั้นหากนำ กฎแห่งความไม่สมดุล ก็น่าจะมี 80/20 ในปริมาณที่มาก มากจนล้อมระบบจนกลายเป็นวงกลม อาจเป็นวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ หรือวงกลมที่สมบูรณ์ก็ได้


นี้คือวงกลมหลายวงซ่อนกันที่ is ture ผู้เขียนต้องการทำภาพให้แสดงออกว่าบางครั้ง วงกลม is ture นั้นอาจไม่มีภาพลักษณะโดยรวมเป็นวงกลมก็ได้ ทั้งนี้วงกลม is ture เกิดจากความไม่สมดุล คือเมื่อมีปัจจัยหนึ่งมากระทบและทำให้ปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้น บางครั้งปัจจัยข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามก็ได้ นั้นหมายความว่าการดำเนินงานในระบบเศรษฐกิจเป็นไปตามหลักทฤษฎีทั้งเก่าและใหม่ และไม่มีปัจจัยที่ไม่คาดคิดหรือควบคุมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง และการดำเนินงานดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ที่ทำให้ปัจจัยข้างเคียงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลและไม่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตามในหนึ่งระบบก็มักมีปัจจัยที่มีผลกระทบรายล้อมอยู่ และการกระทำหนึ่งก็จะส่งผมกระทบต่อเหตุการณ์หนึ่ง ดังนั้นเราอาจจะลองมาทำความเข้าใจกับ cycle ในระบบอย่างง่ายก่อน


การเติมอะไรบ้างอย่างเข้าไปหรือลงไปในถ้วยหรือชาม สิ่งที่ถูกคาดหวังขึ้นมาก็คือ แน่นอนว่าปริมาณวัสดุในนั้นต้องควรมีปริมาณเท่าเดิม แต่หากเรามองในแง่ของธุรกิจล่ะ แน่นอนสิ่งที่เราเติมเข้าไปนั้นก็ควรจะต้องเท่าเดิม หรือมากกว่า และการที่เราใส่ปัจจัยเข้าไปในระบบ 20ส่วน สิ่งที่เราควรจะคาดหวังก็ควรที่จะเป็น 80ส่วน เพื่อความสมดุล ตามกฎแห่งความไม่สมดุลเช่นกัน ภาพดังกล่าวเป็นภาพระบบที่มีปัจจัยรายล้อม และมีการใส่ปัจจัย 1 และก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก 1 ปัจจัย โดยปัจจัยรายล้อมระบบอาจได้รับผลกระทบ 1 หรือ 2 ส่วนก็ได้

จะเห็นว่ามีอาจมีปัจจัยในเรื่องของสับเซตในการบอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ โดยสับเซตนั้นจะบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหนึ่งๆที่มีผลกระทบในเชิงธุรกิจ โดยอาจเป็นในแง่บวกหรือแง่ลบก็ได้ อะไรที่ทำให้เกิด cycle is fasle  แน่นอนอาจเป็นกลไกบางอย่างที่ทางระบบใส่ปัจจัยเข้าไป แต่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก หรืออาจมีปริมาณไม่ถึงสัดส่วนที่กำหนดไว้ โดยปัจจัยที่ทำให้เกิด cycle is fasle อาจเป็นกลไกทางจิตวิทยา ในด้านพฤติกรรมเรียนแบบ ทำนองที่ว่าเมื่อการส่งเสริม 1ส่วน อาจมีผลกระทบต่อปัจจัยรายล้อม r1 r2 แต่ r3 r4 ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และตามพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้วเมื่อยังไม่หมดแรงขับ หรือความต้องการ เขาเหล่านั้นก็จะคิดวิธีการและลู่ทางในการกระทำบางอย่างเพื่อที่จะได้รับการส่งเสริม โดยลู่ทางนั้นอาจเป็นลู่ทางที่ถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ดังนั้นความต้องการในบางอย่างที่เหมือนกัน อาจทำให้ r3 r4 ขยายวง และทำให้เกิดภาพของวงกลมโดยรวมที่สมบูรณ์แบบนั้นเอง

ผู้จัดการระบบประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินบางส่วนออกนอกระบบ ส่งผลกระทบให้การลงทุนในตลาดลดลง ขนาดเดียวกัน การให้สินเชื่อกับเพิ่มสูงขึ้นจากการส่งเสริม จากข้อมูลนี้เราจะเขียนแผนภูมิ cycle of cycle อย่างไร
จากข้อมูลการประกาศลดดอกเบี้ย เป็นมาตรการดี ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน(r1 ,r2) สมมุติว่าเป็นมาตรการดี 20 ส่วน และการประกาศมาตรการดี 20 ส่วนนี้ ส่งผลกระทบต่อระบบการให้สินเชื่อและราคาอสังหาริมทรัพย์(r3 , r4) เพิ่มขึ้นอีก 80 ส่วน แต่การที่นโยบายสินเชื่อได้รับการส่งเสริมนั้นบางครั้งเราอาจมองว่าได้รับการส่งเสริมจนเกินกว่าศักยภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจัยนี้ก็อาจเกิดฟอกสบู่ขึ้นมาได้ ทั้งนี้กำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ เช่นค่าเช่าหรือรายได้จากหมวดอสังหาริมทรัพย์คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตาม

อย่างไรก็ดีผู้เขียนไม่ต้องการให้ ผู้คนสามารถเขียนแผนภูมิได้ แต่ผู้คนควรมีความเข้าใจในเรื่องของปัจจัยหรือการปฎิบัติแบบใดบ้างที่มีผล cycle is fasle หรือ cycle is tule เนื่องจากการเขียนแผนภูมิยังต้องมีการกำหนดปัจจัยหลากหลาย ทั้งนี้การกำหนดปัจจัยเหล่านี้ก็มีความคาดเคลื่อนหรือส่วนเบี่ยงเบนสูง และการลงตำแหน่งในแผนภูมิก็มีตำแหน่งในการวางตำแหน่งที่ไม่แน่นอน การทำความเข้าใจว่าทำไมจึงมีหรือเป็นสาเหตุของปัญหาจึงสำคัญที่สุด มากกว่าการเขียนแผนภูมิเพราะปัญหาเหล่านี้อาจเป็นมูลเหตุหรือต้นเหตุของการเกิดสภาวะหนี้สาธารณะ การดำเนินนโยบายแบบเชิงรุกของผู้คุมระบบ ซึ่งลักษณะเหมือนการถมที่ ที่ถมยังไงก็ไม่เต็ม P จึงมีส่วนสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจและร่วมปฎิบัติตามการแก้ปัญหา โดยการปลูกผังคำว่า"พอ" ในจิตใต้สำนึกก่อน

เป้าหมาย การวางเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญในการชี้วัดความประสบความสำเร็จ สำหรับ ใน many cycle ก็เช่นกัน การวางเป้าหมายจะเป็นตัวชี้วัดและคอยผลักดันแผนกางานต่างๆให้ประสบความสำเร็จ และจากรูปชาร์ด many cycle รูปที่สอง ก็สามารถกล่าวได้ว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอุตสาหกรรมคู่ขนานกันเพียง 20ส่วน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อม 80 ส่วน ในขนาดที่เราวางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องลงทุนอีก 60 ส่วนจึงจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อม ในระดับ 240 ส่วน หรือในระดับเป้าหมายที่วางไว้ นั้นคือ cycle ที่ลอยโดดออกมาไม่ต่อเนื่องจาก cycle อื่นนั้นคือกรอบเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในการดำเนินงานจริงยังส่งผลไม่น่าพึงพอใจนักเนื่องจากระดับของ cycle คู่ขนาดไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน 20ส่วน กับ 80ส่วน แต่เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 50ส่วน กับ 50ส่วน และในการดำเนินงานโดยทั่วๆไปก็เป็นเช่นนั้นโดยส่วนใหญ่ ส่วนกลุ่ม many cycle อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเป้าหมายที่วางไว้หากลงทุนในกิจกรรมนั้น 20 ส่วน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม สามแขนงหลัก ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในรถรถไฟฟ้า ที่เป็นระบบขนส่งมวลชน เป็นการลงทุนระยะยาว และจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม 80 ส่วน ในสามกิจกรรมในเวลาไล่เลี่ยกัน คือลดต้นทุนการใช้น้ำมัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ร้านค้าร้านอาหาร




จากภาพใหม่ นี้คือ thiple cycle network หรือวงจรเครือข่ายแบบหลายส่วนภาค ผู้เขียนแทบคิดไม่ออกว่าหากเรานำชาร์ดของแต่ละส่วนภาคเข้ามากต่อและเชื่อมโยงกันโดยที่กำหนดเฉพาะปัจจัยที่มีผลเชื่อมโยงในระหว่างส่วนภาคมันจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนรูปที่ออกมามันจะแสดงถึงความยุ่งยากและซับซ้อนของความสัมพันธ์ และสามารถบอกถึงความเจริญ ความก้าวหน้า ต่อ การลงทุนเพื่อที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยที่ปัจจัยรายล้อมที่นำมาแสดงต้องมีความสัมพันธ์กันในทุกส่วนภาค นั้นแสดงถึงปัจจัยรายล้อมใดบ้างที่กำลังยึดเหนี่ยวความเจริญเติบโตของเครือข่ายอยู่ และแน่นอนพอผู้บริหารทราบก็จะสามารถกำหนดกลยุทธ์เป้าหมาย และปรับปรุงแก้ไขปัญหาในเครือข่ายได้





อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาเกินไปหากเราจะรวมสามส่วนภาคเข้าเป็นหนึ่ง เพื่อให้เกิด most of many cycle มันเป็นเหมือนการร่วมกลุ่มของสามส่วนภาคเข้าเป็นหนึ่ง และแบ่งการดำเนินกิจกรรมออกเป็นสามกิจการ แต่มีความผูกพันธ์กัน มีผลกระทบถึงกันทั้งในด้านดีและไม่ดี จากภาพเป็น most of many cycle ในเชิงการอุปมาการเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงส่วนผูกพันธ์ว่า หาก g ลงทุนเพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์แล้วอีกสองส่วนภาคคือ r กับ b จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนในกิจกรรมของ g ดังกล่าวจาก 20 ส่วน เป็น 80 ส่วน ซึ่งในทางปฎิบัติต้องคำนวณให้มีความเป็นไปได้เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลขาดทุนกำไร

การให้ความสำคัญส่วนภาคอื่น เหมือนเป็นส่วนภาคของตนเองมีความสำคัญมาก ระบบเงื่อนอุปทานในระบบ tpiple cycle network นั้นมีความสำคัญเหมือนส่วนภาคอื่นๆ เป็นหุ่นส่วนชีวิตแน่นอนหากเกิดผลกระทบทางระบบเราก็จะมีผลกระทบไปด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับส่วนภาคเราและส่วนภาคอื่น และการกำหนด cycle และปัจจัยรายล้อม จึงต้องสร้างและให้ความสำคัญกับศักยภาพที่มีอยู่ หากอะไรที่มีศักยภาพเหมือนกัน ปัจจัยรายล้อม และผลกระทบก็ควรกำหนดให้เหมือนกัน ปัจจัยรายล้อมที่แท้จริงของ Tpiple cycle network จึงไม่ใช้รูปวงกลม แต่จะเป็นรูปเส้นรอบวงของวงกลมสามวง จึงควรที่จะมีการคำนวณและปรับปรุงค่าตัวแปรของปัจจัยรายล้อม เช่น r มี 2 g มี 2 b 1 ตัวแปรค่าในการปรับปรุงจึงเป็น เศษ1ส่วน2 ยกตัวอย่างแต่ละส่วนภาคมีการผลิตรถยนต์ในอัตราที่ไม่เท่ากัน ผลประโยชน์ผลเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรคำนวณปรับปรุงค่าตัวแปรให้มีระดับเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถระบุตำแหน่งปัจจัยรายล้อมได้

ดังนั้น tpiple cycle network จะสามารถบอกกับเราได้ว่าส่วนภาคไหนมีศักยภาพในเชิงการผลิตมากเท่าใด มีทิศทางในการดำเนินระบบแบบไหน มีศักยภาพเด่นหรือด้วยมากกว่าเรามากเพียงใด และเรามีความสำคัญกับส่วนภาคอื่นๆ มากเท่าใด อย่างไรก็ตามการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่เหมือนกันให้เป็นปัจจัยเดียวกัน เปรียบเสมือนวงจรสามวงเป็นวงกลมเดียวกับและการเจริญเติบโตของปัจจัยรายล้อมจากส่วนภาคนั้นก็คือการเจริญเติบโตของเรา เช่นเดียวกันปัจจัยรายล้อมใดที่เราไม่มีก็เปรียบเสมือนว่ามีเพราะได้รับมาจากส่วนภาคอื่น แต่เราจะกำหนดตัวเลขในปัจจัยรายล้อมเป็น 1 ซึ่งเลข 1 ทำไรไม่ได้ในเชิงการคำนวณใน ณ ที่นี้ อาจดูเป็นเรื่องยากเกินความสามารถของคณะบุคคลและ การทำแบบนี้เพื่อเป็นเชตระบบ เพื่อรองรับปัญหา Domino UnStable นั้นเอง

และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเป็น many stable cycle  network นั้นคือการก่อตั้งสหภาพที่มีเสถียรภาพ แน่นอนความยุ่งยากในการกำหนดปัจจัย และการบริหารงาน many stable cycle network ก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีการกำหนดปัจจัยรายล้อม จุดดีจุดด้อยของแต่ละส่วนภาค และทำให้รัดคุมที่สุดเพื่อที่จะทำให้วงกลมหลายๆวงนั้นเป็นเสมือนวงกลมเดียวกัน การทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการนำเอากิจกรรมหลายๆอย่างมาร่วมและประกอบเข้ากัน เป็นหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญร่วมกัน ทุกๆส่วนภาคต้องให้ความสำคัญกับส่วนภาคอื่นเท่ากันเหมือนเป็นตนเอง ไม่งั้นจะเกิด many unstable cycle network ทันที

many unstable cycle network เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น หรือการกำหนดปัจจัยรายล้อมที่ไม่สมดุลกับส่วนภาคใน cycle ทำให้รับรู้ข้อมูลปัจจัยทางกายภาพผิด การแข่งขันกันเองอย่างไม่มีระบบระเบียง นโยบายเศรษฐกิจแบบเห็นแก่ได้เพื่อส่วนภาคตนเอง กล่าวว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิด many unstable cycle network
การไม่ได้รับรู้ข้อมูลของส่วนภาคอื่น เกิดขึ้นจากการเข้ามาเป็นสหภาพใน cycle แต่ไม่มีการกำหนดปัจจัยร่วมกัน จึงทำให้เกิดการไม่รับรู้ส่วนได้ส่วนเสียในระบบ ทำให้เกิดการดำเนินนโยบายแบบตามใจตนเองขึ้น แน่นอนการดำเนินนโยบายส่วนภาคที่ผิดจะทำให้ชาร์ดในระบบ cycle โตผิดปกติเพียงส่วนภาคเดียวเป็นเวลานาน แทนที่จะโตแบบเป็นวัฎจักรแบบทั่วกัน





ดังนั้นการเติบโตแบบเต็มรูปแบบในสหภาพจึงเกิดขึ้น ในหนึ่งรอบการดำเนินนโยบาย แน่นอนเราต้องคาดหวังสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ 80ส่วน จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต 20ส่วน และในทางปฎิบัติ สัดส่วนขอการเจริญเติบโตไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นรูปวงกลมเสมอไป เพียงแต่ควรจะมีสัดส่วนการเจริญเติบโต จากการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโต กระทบไปถึงส่วนภาคอื่นด้วย และสัดส่วนนั้นอาจจะมากหรือน้อยกว่า 80ส่วนก็ได้ เพราะในการดำเนินนโยบายจริงยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ผู้ดำเนินนโยบายไม่สามารถควบคุมและคาดเดาได้ การปฎิบัตินโยบาย "Us หรือ I am you" จะช่วยให้ดำเนินการในระบบ Tpiple cycle network ได้

Us หรือ I am you คือการรับรู้หรือเข้าใจถึงสถานภาพอื่นของส่วนภาคอื่นในสหภาพ เปรียบเสมือนการเข้าใจถึงปัญหาของเราและของเขาอย่างแท้จริง เพื่อการวางนโยบายที่ถูกต้องสามารถกำหนดจุดยืนของส่วนภาคตนเองได้อย่างถูกต้องไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป ดำเนินนโยบายตามกำลังที่แท้จริง ดังนั้น Us หรือ I am you จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกำหนดกรอบหน้าที่ ความรับผิดชอบในส่วนภาคเรา และต่อส่วนภาคอื่น ส่วนภาคที่เข้าใจส่วนภาคอื่นมากที่สุดจะสามารถประมาณ Tpiple cycle network ได้ตามความเข้าใจจากส่วนภาคตนเอง ดังนั้นชาร์ดที่ทำการประมาณของแต่ละส่วนภาคจึงอาจไม่เหมือนกัน แต่อาจมีทิศทางไปในทางเดียวกันเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่อไป

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ดำเนินนโยบายของส่วนภาคตนเองที่มีต่อส่วนภาคอื่นได้คือการบริหารจัดการโดยแบ่งแยกความเป็นตัวเอง กับนโยบายเชิงเศรษฐกิจออกจากกันโดยสิ้นเชิงก่อน เพื่อตรวจสอบว่าส่วนภาคเรามีความเป็นตัวเองเป็นอย่างไร มีกลยุทธ์และชั้นเชิงในการแข่งขันขนาดไหน เมื่อได้ค่าสูงสุดของทั้งสองปัจจัยแล้ว ผู้บริหารส่วนภาคค่อยหาอุปสงค์และอุปทานของทั้งสองปัจจัย เมื่อพบจุดตัดกันนั้นแสดงว่าเป็นจุดดุลยภาพ ส่วนภาคอาจมีศักยภาพสูงสุด ปานกลาง หรือต่ำสุดจากที่ประมาณการไว้ แต่นั้นคือคุณภาพสูงสุดเมื่อส่วนภาคเรายืนอยู่ในสหภาพภายใต้ การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ภายใต้การแสวงหากำไรและผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า ทั้งนี้ไม่ใช้การเกิดต้นทุนเสียโอกาสในการลงทุน แต่การลงทุนเกินกว่าจุดดุลยภาพนี้อาจเกิด "ฟอง" ซึ่งเป็นเหมือนสูญญากาศที่อาจไร้ความหมาย

"ฟอง" ฟองที่เกิดขึ้นไม่ใช้สภาวะการเฟ้อของเงิน แต่เป็นการเฟ้อของกิจกรรมกิจการที่มากเกินขีดจำกัด แต่มีผลดีในระยะสั้นคืนสร้างเสริมระบบเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่งแต่ ในระยะยาวแล้วผลดีจะน้อยกว่าผลเสียนั้นคือสามารถสร้างเสริมระบบได้ แต่เกิดการหมักสะสมจนเป็นดินพอกหางหมู ซึ่งดินพอกหางหมูที่ว่านี้คือภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการผลิตแบบเกินตัว ทำลายระบบและความสมดุลในภายหลัง มูลค่าความเสียหายไม่มีใครสามารถประเมินได้ ยิ่งอยู่ในระบบ network แล้วยิ่งยากในการประมาณการเพราะอาจเกิดผลกระทบแบบ Domino effect คือเป็นลูกโซ่ไปเรื่อย ดังนั้นการประเมินส่วนภาคตัวเอง และการทำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เหมาะสม จึงเป็นกลไกสำหรับในการพัฒนาระบบแบบ network และการพัฒนาส่วนภาคตนเอง การปล่อยให้เกิดสูญญากาศแบบไร้ความหมายที่มีผลกระทบในภายหลังจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าลงทุน ในฐานะผู้จัดการระบบและนักลงทุน

อะไรคือดัชนีที่บ่งบอกว่า มันเกิด "ฟอง" แล้วเพราะบางครั้งเราเติบโตเกินตัวโดยไม่ทันสังเกตุตัวเองการเติบโตในมุมมองทั่วไปคือมีตัวเลขทางเศรษฐกิจดี แต่ในแง่กายภาพแล้วไม่มีคนทำงาน หรือไม่มีงาน สินค้าขึ้นราคาสูง โดยที่กายภาพทั่วไปไม่มีงาน ไม่มีสิ่งสนับสนุนในเกิดงาน แต่ในมุมมองนี้คือหนี้สิน ที่มีภาวะคงตัว ในขนาดที่การเติบโตทางระบบยังคงสมดุล หรือหนี้สินอาจมีภาวะเพิ่มขึ้นที่เป็นแนวโน้มระยะยาว แต่ในขนาดที่การเติบโตทางระบบยังคงสมดุล แน่นอนในการประกอบธุรกิจมีการสร้างหนี้ ก็ต้องมีการชำระหนี้ที่สมดุลกัน และหากปล่อยให้การสร้างหนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจถ้าเราเปรียบเทียบส่วนภาคเป็นอะไรที่เล็กลง ส่วนภาคที่เป็นอยู่ก็คือธุรกิจ ที่สร้างหนึ้เพิ่มขึ้น มีผลประกอบการในระดับสมดุล เมื่อเราวิเคราะห์ ratio แล้วจะพบว่าธุรกิจมีการเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้นคือมีสภาพคล่องน้อยกว่าที่ควรจะเป็นในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ 

"ฟอง" ทำให้เกิดการเติบโต แบบก้าวกระโดด "ฟอง" ทำให้ขจัดความกังวลของนักลงทุน และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น ในระยะกลางหรือระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวแล้ว "ฟอง" จะค่อยๆฟ่อลงจนเห็นเนื้อแท้ของระบบ และหากไม่มีดัชนีชี้วัดล่ะ เราจะทราบได้อย่างไร นโยบายของผู้บริหารมีแต่กระตุ้นระบบ ไม่มีนโยบายปลดภาระ ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยจนหาที่หยุดไม่เจอ อัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้นแต่ประชาชนยังยากจน และอื่นๆ แต่กระนั้นมีสิ่งดีเกิดขึ้นก็ต้องมีสิ่งเสียปะปนอยู่สิ่งดี และนี้คือวิธีสังเกตจากลักษณะการต่างๆในส่วนภาคว่ามี"ฟอง"เกิดขึ้นหรือไม่ 

และท้ายที่สุดอาการทรุดตัวจะเกิดขึ้นหากเกิดการทรุดตัวของระบบ สิ่งที่ค้ำจุนอยู่หากเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเช่น หนี้สิน การเกิดภาวะขาดสภาพคล่องในระดับรุนแรงในภายหลัง การติดเชื้อ loan network แบบทั้งระบบอาจเกิดขึ้น และแน่นอนเหล่านั้นก็ต้องหล่อเลี้ยงกันไปตามเงื่อนอุปทาน สุดท้ายเป็นหนี้กันทั้งระบบ มีคำถามต่อมาถามว่าเม็ดเงินหายไปไหนอยู่กับใครและทำอะไรอยู่